xs
xsm
sm
md
lg

ทุนจีน ฮุบโรงสีไทย! ไม่ใช่เรื่องง่าย!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยังไม่มีข้อมูลยืนยันกระแสทุนจีน เข้าซื้อโรงสีในภาคอีสาน มองการซื้อกิจการเป็นรายแห่ง อาจเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสที่ทุนต่างชาติ จะเข้ามาครอบงำหรือผูกขาดธุรกิจโรงสีไทย ทำได้ยาก! เหตุมีผู้เล่นจำนวนมาก ข้าวไทยส่งออกไปหลายตลาด ไม่ได้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก ต่างจากสินค้าเกษตรบางประเภทที่มีตลาดปลายทางค่อนข้างจำเพาะ

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แสดงความเห็นหลังมีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ว่า“มีทุนจีนเข้าซื้อกิจการโรงสี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยระบุว่า ขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า มีการเข้าซื้อกิจการโรงสีจำนวนมากตามที่มีการเผยแพร่หรือไม่ เนื่องจากในอุตสาหกรรมโรงสี มีทั้งผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นไปได้ว่า โรงสีบางแห่งที่ต้องการเลิกกิจการอาจขายต่อให้ผู้ลงทุนรายใหม่ รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ

หากพิจารณาจากโครงสร้างอุตสาหกรรม การที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อโรงสีจนสามารถครอบงำหรือผูกขาดตลาดข้าวไทยทำได้ยาก เนื่องจากประเทศไทยมีโรงสีจำนวนมากและมีผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงสีต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการรับซื้อข้าวเปลือกซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวของราคา เจ้าของกิจการจึงมักต้องเข้ามาดูแลการดำเนินงานด้วยตนเอง

นายชูเกียรติ อธิบายว่า ธุรกิจโรงสี มีลักษณะแตกต่างจากธุรกิจล้งผลไม้ เนื่องจากผลไม้บางชนิดของไทยพึ่งพาตลาดปลายทางอย่างจีนในสัดส่วนสูง ทำให้นักลงทุนที่มีเครือข่ายตลาดปลายทางสามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การรับซื้อไปจนถึงการส่งออกได้ ขณะที่ข้าวไทยมีตลาดปลายทางหลากหลาย โรงสีสามารถขายข้าวให้ผู้ส่งออกหลายราย หรือทำตลาดภายในประเทศ จึงยากที่ผู้ลงทุนรายใดจะเข้ามาควบคุมตลาดผ่านการถือครองโรงสี

สำหรับตลาดจีน ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวรวมประมาณ 8 ล้านตัน ในจำนวนนี้ส่งออกไปจีนประมาณ 500,000 ตัน สะท้อนว่าตลาดข้าวไทยไม่ได้พึ่งพาจีนเป็นตลาดหลักเพียงแห่งเดียว ขณะที่ปีนี้จีนซื้อข้าวไทยลดลง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

ขณะเดียวกัน ตลาดข้าว ยังมีการแข่งขันด้านราคาสูง โดยเฉพาะข้าวหอม ปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทยมีราคาประมาณ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมกัมพูชา เช่น ข้าวผกาลำดวน มีราคาประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือต่ำกว่าไทยประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้ผู้ซื้อบางตลาด รวมถึงจีน หันไปซื้อข้าวหอมกัมพูชามากขึ้น โดยผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนแหล่งนำเข้าตามภาวะราคาและการแข่งขันในตลาดได้

นอกจากนี้ ตลาดข้าว มีประเทศผู้ส่งออกและผู้ซื้อจำนวนมาก การแข่งขันจึงสูง และไม่ได้มีตลาดปลายทางจำเพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนสินค้าเกษตรบางชนิด ดังนั้นโอกาสที่ต่างชาติ จะเข้ามาแล้วมาครอบงำการผลิต เป็นไปได้ยาก เพราะไม่ได้เป็นสินค้าจำเพาะที่ไปประเทศใดประเทศหนึ่งเหมือนทุเรียนหรือมะพร้าว ตลาดข้าว มีความหลากหลาย ผู้เล่นเยอะ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะทำให้เกิดการผูกขาดลำบาก

นายชูเกียรติ กล่าวด้วยว่า ในอดีต เคยมีนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้าวในประเทศไทย แต่หลายราย ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะลักษณะของธุรกิจต้องอาศัยความเข้าใจตลาดและการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด จึงเห็นว่า แม้การเข้าซื้อโรงสีเป็นรายแห่ง สามารถเกิดขึ้นได้ แต่การเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรมโรงสี และตลาดข้าวไทย ทำได้ยาก

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้ “การสีข้าว และการผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่” เป็นธุรกิจตามบัญชีสาม (1) ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว โดยคนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจดังกล่าวได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว