สงคราม Ai 'สหรัฐ-จีน' บีบไทยให้เลือกข้าง เรื่องใหญ่เกิน 'ไชยชนก' แบกไหว
การแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “สงครามชิป” ไปสู่สงครามแย่งชิงโครงสร้างพื้นฐาน กติกา มาตรฐาน และพันธมิตรของโลก AI อย่างเต็มรูปแบบ และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่เกินกว่าที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพียงคนเดียวจะรับมือได้
เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาเทคโนโลยีเท่านั้นอีกต่อไป หากเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า และการต่างประเทศที่พันกันจนแยกแทบไม่ออก
แรงกระเพื่อมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มกดดันประเทศที่ร่วมลงนาม Joint Statement on AI Opportunity ให้พิจารณาจุดยืนของตัวเองว่า จะเดินหน้ากับเครือข่ายความร่วมมือด้าน AI ที่สหรัฐฯ สนับสนุน หรือจะเปิดพื้นที่ให้กับกรอบความร่วมมือที่จีนเป็นแกนนำ
ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะเลือกสหรัฐฯ หรือจีน” แต่คือ ไทยจะรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างไร เมื่อทั้งสองมหาอำนาจเริ่มนิยามคำว่า “พันธมิตร” ในรูปแบบใหม่
เกมนี้ไปไกลกว่าการแข่งขันว่าใครมี ChatGPT หรือใครสร้างโมเดล AI ที่เก่งกว่าใคร เพราะสิ่งที่กำลังต่อสู้กันคือ ใครจะเป็นผู้กำหนด “ระบบนิเวศ” ของ AI ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ตั้งแต่แร่สำคัญ ชิป หน่วยความจำ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ โครงข่ายโทรคมนาคม โมเดล AI ไปจนถึงมาตรฐานและกติกาการใช้งาน
ในจุดนี้เอง คำตอบของไชยชนกที่ว่า “เราไม่เลือก” ฟังดูสมเหตุสมผลในมุมของประเทศไทย เพราะไทยต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีจากทุกแหล่ง และไม่ต้องการให้ประชาชนถูกจำกัดทางเลือก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การไม่เลือกข้างก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะอยู่เหนือการต่อสู้ของสองมหาอำนาจ
ตรงกันข้าม หากวันหนึ่งชิป ระบบคลาวด์ โมเดล AI ศูนย์ข้อมูล อุปกรณ์โทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีความมั่นคงถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจกลายเป็น “การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์” โดยอัตโนมัติ แม้ประเทศไทยจะไม่เคยประกาศเลือกข้างก็ตาม
ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าไทยยังไม่มีเทคโนโลยีหลักจำนวนมากเป็นของตัวเอง ถึงจะประกาศไม่เลือกข้าง แต่ด้วยสภาพปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การจะเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยเงิน ด้วยตลาด หรือด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการต้องเลือกข้างโดยปริยาย
นี่คือจุดที่ต้องมองให้พ้นกรอบของกระทรวงดีอี เพราะเรื่องนี้ไม่ควรถูกฝากไว้กับรัฐมนตรีคนเดียว การกำหนดท่าทีด้านเทคโนโลยีในยุคใหม่เกี่ยวพันโดยตรงกับการต่างประเทศ ความมั่นคง การค้า และการลงทุน
รัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการประกาศว่า “ไทยไม่เลือกข้าง” แต่ต้องแปลงคำว่า “เป็นกลาง” ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ นั่นหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศเดียว สร้างมาตรฐานความมั่นคงของข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทยเอง เพิ่มขีดความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และบุคลากร ตลอดจนสร้างพื้นที่ต่อรองผ่านอาเซียนและความร่วมมือกับประเทศอื่น
ความเป็นกลางที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการยืนอยู่ตรงกลางแล้วบอกทุกฝ่ายว่า “เราไม่เลือก” แต่หมายถึงการทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองมากพอที่จะไม่ถูกบังคับให้เลือกเมื่อถึงเวลาที่ทางเลือกเหลือน้อยลง
ด้วยเหตุนี้ เรื่องดังกล่าวจึงอาจใหญ่เกินกว่าที่ “ไชยชนก” จะแบกไหว
ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถึงปัญหาภายในกระทรวงดีอีเอง อย่างกรณี TH-AI Passport ที่ยังมีคำถามเรื่องความโปร่งใสและการบริหารจัดการ ก็ยิ่งสะท้อนว่า ภารกิจของรัฐมนตรีไม่ได้มีเพียงการผลักดันเทคโนโลยี แต่ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและจัดการประเด็นที่มีผลกระทบในระดับนโยบายได้ด้วย
ดังนั้น หากในอนาคต “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจตัดสินใจจาก “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ก็ควรต้องมองโจทย์นี้ให้ใหญ่กว่าการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี


