20 สิงหาคม 2569
นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา วิพากษ์ระบบบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ หลังเกิดกระแสวิจารณ์กรณี “เล่าต๋า แสนลี่” ได้รับการปล่อยตัว โดยชี้ว่า หากย้อนดูคดีทุจริตจำนำข้าว ก็เคยเกิดภาพคล้ายกัน คือศาลพิพากษาจำคุกหลายสิบปี แต่ผู้ต้องโทษใช้เวลาอยู่ในเรือนจำจริงน้อยกว่ามาก
นายสมชายยกตัวอย่างคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งมีผู้ต้องโทษบางรายถูกศาลพิพากษาจำคุกสูงถึง 58 ปี บางราย 22 ปี แต่หลังผ่านกระบวนการอภัยโทษ ลดโทษ และพักการลงโทษ หลายรายใช้เวลาอยู่ในเรือนจำจริงประมาณ 9 ปีหรือน้อยกว่านั้น ก่อนทยอยพ้นเรือนจำ
เขาตั้งคำถามว่า หากศาลพิจารณาความผิดแล้วเห็นว่าร้ายแรงจนต้องลงโทษหลายสิบปี แต่ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษกลับออกจากเรือนจำได้หลังรับโทษเพียงส่วนหนึ่ง จะยังสามารถสร้างความเกรงกลัวต่อผู้ที่คิดทุจริตหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรงได้มากน้อยเพียงใด
นายสมชายยังเชื่อมโยงถึงภาระทางการคลังจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งรัฐยังต้องรับภาระหนี้และความเสียหายจำนวนมหาศาลต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ต้องโทษในคดีสำคัญหลายรายกลับพ้นเรือนจำแล้ว จึงเกิดคำถามถึงความสมดุลระหว่างความเสียหายที่ประเทศต้องแบกรับ กับโทษที่ผู้กระทำผิดได้รับจริง
ส่วนกรณีเล่าต๋า กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2559 ก่อนพ้นเรือนจำในเดือนสิงหาคม 2569 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง และได้รับการลดกำหนดโทษตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
นายสมชายจึงเสนอว่า คดีร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติดขนาดใหญ่ คดีอาชญากรรม หรือคดีทุจริตที่สร้างความเสียหายมหาศาล ควรมีระยะเวลารับโทษขั้นต่ำจริงก่อนเข้าสู่การพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยยกตัวอย่างว่าอาจต้องจำคุกอย่างน้อย 15 ปี เพื่อให้โทษมีความสอดคล้องกับความร้ายแรงของความผิด
**ประเด็นที่สมชายต้องการชี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเล่าต๋าควรติดกี่ปี แต่คือระบบบริหารโทษของไทยควรถูกทบทวนหรือไม่ เพื่อไม่ให้คำพิพากษาหลายสิบปีเหลือเพียงตัวเลขบนกระดาษ**
#NEWS1 รายงาน


