20 สิงหาคม 2569 “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโจมตีอย่างหนัก หลังพบความเคลื่อนไหวของบัญชีโซเชียลจำนวนหนึ่งเข้าไปแสดงความคิดเห็นสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport และการเปิดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ แต่กลับปรากฏข้อความโจมตี “ส้ม” ซ้ำ ๆ ใต้โพสต์ของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ซึ่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคประชาชน
รักชนกตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีหน้าที่หนึ่งในการรับมือบัญชีอวตารและภัยบนโลกออนไลน์ กลับถูกตั้งคำถามเสียเอง หลังเห็นลักษณะคอมเมนต์ที่ดูเหมือนถูกระดมมาเชียร์โครงการในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุถึงกรณีนี้ในถ้อยคำรุนแรงว่าเป็นหนึ่งในเคสที่ “อุบาทว์ที่สุด”
จากภาพหน้าจอที่เผยแพร่ พบคอมเมนต์จำนวนหนึ่งใช้โครงสร้างคล้ายกัน เช่น ชื่นชมว่ายอดลงทะเบียนสูง ประชาชนตอบรับดี หรือโครงการเป็นประโยชน์ ก่อนตามด้วยข้อความอย่าง “ส้มต้องยอม” “ส้มเน่าต้องพัก” “ดีกว่าฝั่งส้ม” และ “ส้มอย่าแซะ”
จุดที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามองคือ เจ้าของโพสต์ที่ถูกคอมเมนต์ถล่มดังกล่าวคือ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ออกมาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้อยู่พรรคประชาชนหรือ “พรรคส้ม” แต่อย่างใด
ดร.การดีเคยยื่นหนังสือถึงกระทรวงดีอี ขอให้ทบทวนหรือยุติโครงการ TH-AI Passport โดยตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่า การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง ความเสี่ยงด้านข้อมูล และตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ขณะที่วงเงินโครงการเดิมอยู่ที่ประมาณ 1.6 พันล้านบาท สำหรับเป้าหมายประชาชน 5 ล้านคน
ก่อนหน้านี้ รักชนกเองก็เป็นอีกคนที่ตรวจสอบโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า การใช้ข้อมูล และความชอบธรรมของโครงการ พร้อมเสนอว่าหากสัญญามีปัญหาและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ควรพิจารณายกเลิกตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบคอมเมนต์จะทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมาก แต่ จากภาพหน้าจอเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบัญชีทั้งหมดเป็นบอทหรือ IO ที่ได้รับคำสั่งจากหน่วยงานใดโดยตรง การจะพิสูจน์จำเป็นต้องตรวจสอบประวัติบัญชี เวลาในการโพสต์ รูปแบบข้อความ และความเชื่อมโยงระหว่างบัญชีเพิ่มเติม
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์นี้คือ ความผิดพลาดทางบริบท เพราะข้อความโจมตี “ส้ม” จำนวนหนึ่งกลับไปปรากฏอยู่ใต้โพสต์ของนักการเมืองประชาธิปัตย์ จนถูกนำมาเป็นหลักฐานตั้งคำถามว่า มีการเตรียม “ชุดข้อความ” ไว้ล่วงหน้าแล้วนำไปใช้งานโดยไม่ตรวจสอบเจ้าของโพสต์หรือไม่
งานนี้จึงไม่ได้ถูกจับตาแค่เรื่อง AI Passport แต่กลายเป็นคำถามใหม่ว่า กระแสสนับสนุนที่เห็นในโลกออนไลน์เป็นเสียงจากประชาชนจริงมากน้อยเพียงใด และใครอยู่เบื้องหลังการระดมคอมเมนต์ในลักษณะที่คล้ายกันจำนวนมาก
#NEWS1 รายงาน


