กลายเป็นภาพการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความเคารพนายทักษิณ ชินวัตร ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังมี “เงินก้อนใหญ่” จากคดีสำคัญที่หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการติดตามและบังคับตามกฎหมาย
เมื่อลองเปิดตัวเลขเฉพาะ 3 คดีใหญ่ที่ประชาชนรู้จักกันดี พบยอดรวมตามคำพิพากษาและการประเมินภาษีประมาณ 44,540 ล้านบาท หรือกว่า 4.45 หมื่นล้านบาท
ก้อนแรกคือ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณ ชินวัตร หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้การประเมินภาษีกลับมามีผล ทำให้กรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บเงินตามขั้นตอน โดยยอดที่มีการรายงานอยู่ที่ประมาณ 17,600 ล้านบาท
ก้อนที่สองคือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ให้รับผิดเฉพาะความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการระบายข้าว คิดเป็นเงิน 10,028.86 ล้านบาท จากเดิมที่กระทรวงการคลังเคยเรียกให้รับผิดกว่า 35,000 ล้านบาท
ส่วนก้อนที่สามคือ คดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่มี “เสี่ยเปี๋ยง” นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร เป็นหนึ่งในจำเลย โดยศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันชดใช้ความเสียหายแก่กระทรวงการคลังรวมประมาณ 16,912 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
เมื่อนำตัวเลขทั้ง 3 คดีมารวมกัน จะอยู่ที่ประมาณ 44,540.86 ล้านบาท หรือกว่า 4.45 หมื่นล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่คำว่า “เงินที่รัฐจะได้รับทั้งหมดในวันนี้” เพราะแต่ละคดีอยู่ภายใต้กระบวนการติดตามทรัพย์และบังคับชำระที่แตกต่างกัน และบางส่วนอาจมีทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ก่อนแล้ว
โดยเฉพาะกรณีเสี่ยเปี๋ยง ต้องย้ำว่า 16,912 ล้านบาทไม่ใช่หนี้ของเสี่ยเปี๋ยงเพียงคนเดียว แต่เป็นยอดที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่เกี่ยวข้องร่วมกันชดใช้ จึงควรเรียกว่า “คดีเสี่ยเปี๋ยง” ไม่ใช่ระบุว่าเสี่ยเปี๋ยงเป็นหนี้รัฐคนเดียว 1.69 หมื่นล้านบาท
ส่วนกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ มีรายงานว่ากรมบังคับคดีได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินไว้แล้วกว่า 30 รายการตั้งแต่ปี 2560 จึงต้องนำมาคำนวณประกอบในการบังคับตามคำพิพากษาล่าสุดด้วย
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครต้องรับผิดเท่าไร แต่อยู่ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามคำพิพากษาและกฎหมายอย่างจริงจังเพียงใด เพราะเมื่อรวมเฉพาะสามคดีดังกล่าว เงินที่เกี่ยวข้องกับรัฐมีมูลค่ามากกว่า 44,500 ล้านบาท
ภาพการแสดงความเคารพกันทางการเมืองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การบังคับใช้กฎหมายและการติดตามเงินของรัฐก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างเสมอภาค โดยไม่ควรขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือสถานะของบุคคล
#NEWS1 รายงาน


