19 สิงหาคม 2569 กลายเป็นประเด็นการเมืองร้อน หลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปาฐกถาในงานครบรอบ 30 ปี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ที่โรงแรมดุสิตธานี พร้อมชี้ว่าประเทศไทยยังมีความอ่อนแอหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ระบบราชการ ความมั่นคงไซเบอร์ พลังงาน และความสามารถในการรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทักษิณมองว่า ระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่และขาดประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำ AI เข้ามาช่วยทำงาน ลดภาระกำลังคน และทบทวนกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัยหรือกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
ช่วงหนึ่งยังพูดถึงหลัก Trust และ Rule of Law โดยระบุว่า ความไว้วางใจและหลักนิติธรรมคือหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ หากประเทศขาดความน่าเชื่อถือ นักลงทุนก็ไม่กล้าเข้ามาลงทุน พร้อมย้ำว่าประเทศไทยต้องสร้างความน่าเชื่อถือกลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม หลังคำพูดดังกล่าวเผยแพร่ออกไป เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ย้อนกลับไปยังตัวทักษิณ โดยเฉพาะ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมาย เปิดทางให้เรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมประมาณ 1.76 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดกรมสรรพากรยังอยู่ในกระบวนการเร่งรัดจัดเก็บ โดยมีการระบุว่า หากดำเนินการจนถึงที่สุดแล้วยังได้รับชำระไม่ครบ ก็อาจพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายขั้นต่อไป
จึงเกิดเสียงสวนกลับในทำนองว่า ในเมื่อทักษิณพูดถึงความอ่อนแอของประเทศ รวมถึง “ความไว้วางใจ” และ “หลักนิติธรรม” ก็ควรเริ่มต้นจากการปฏิบัติตามคำพิพากษาและจัดการภาระภาษีของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน
ขณะที่สาระจากเวทีของทักษิณยังครอบคลุมถึงการเตือนรัฐบาลให้เร่งรับมือ AI ที่อาจกระทบการจ้างงาน ภัยไซเบอร์ต่อระบบไฟฟ้า ประปา น้ำมันและการสื่อสาร รวมถึงเสนอให้ลดต้นทุนพลังงาน โดยระบุว่า “ไฟฟ้าต้องถูกลง” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
#NEWS1 รายงาน


