18 สิงหาคม 2569 ภาพทางการเมืองที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งพ้นจากการรับโทษตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กลับมายืนบนเวทีปาฐกถา พูดถึงปัญหาและอนาคตประเทศไทยอย่างเต็มตัว ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน
หากย้อนกลับไป ทักษิณกลับประเทศไทยเมื่อปี 2566 พร้อมเข้าสู่กระบวนการรับโทษจากคำพิพากษาใน 3 คดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนเส้นทางการรับโทษจะผ่านทั้งการลดโทษ พักโทษ และประเด็นการรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ กระทั่งศาลฎีกาฯ มีคำสั่งในปี 2568 ให้กลับไปรับโทษจำคุก 1 ปี และล่าสุดได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก่อนพ้นโทษและถอดกำไล EM ในเดือนมิถุนายน 2569
เพียงประมาณ 2 เดือนหลังพ้นโทษ ภาพของทักษิณวันนี้กลับไม่ใช่ภาพของบุคคลที่หายออกจากพื้นที่สาธารณะ แต่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นเวทีวิเคราะห์ปัญหาประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจ กองทัพ ระบบราชการ AI พลังงาน การศึกษา ไปจนถึงความมั่นคงไซเบอร์
ทักษิณระบุว่าเศรษฐกิจไทยยัง “อ่อนแอ” ระบบราชการมีขนาดใหญ่และขาดประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคำถามถึงการนำ AI เข้ามาทำงานแทนระบบเดิม รวมถึงเสนอให้รื้อกฎหมายล้าสมัย ลดต้นทุนพลังงาน และเตรียมประเทศรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่
ภาพนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเกิดขึ้นเพียง 4 วันหลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ก้มลงกราบที่ตักทักษิณ ระหว่างพบกันในงานสวดพระอภิธรรม “เกรียง กัลป์ตินันท์” ที่จังหวัดอุบลราชธานี
อนุทินไม่ได้ปฏิเสธภาพดังกล่าว กลับอธิบายตรง ๆ ว่า เมื่อเจอทักษิณก็ “ต้องกราบอยู่แล้ว” เพราะทักษิณเคยให้ความเมตตา แต่งตั้งตนเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2547 พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายเป็นคนคุ้นเคยกัน และการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างราบรื่น
จุดนี้ทำให้ภาพการกราบมีความหมายทางการเมืองมากกว่าการมองเพียงความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แม้อนุทินจะยืนยันว่าไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองกับทักษิณก็ตาม
เพราะในสนามการเมือง ไม่มีใครรับประกันได้ว่าดุลอำนาจหลังการเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอนาคตจะเป็นอย่างไร
วันนี้พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นแกนนำรัฐบาลและอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยังแสดงให้เห็นว่ามีน้ำหนักทางการเมืองและได้รับความสนใจจากสังคมสูง แม้เจ้าตัวจะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม
ดังนั้น สำหรับภูมิใจไทย การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อไทยจึงสามารถมองได้อีกมุมว่าเป็นการรักษาทางเลือกทางการเมืองในอนาคต เพราะหากวันหนึ่งสมการอำนาจเปลี่ยน เพื่อไทยกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภูมิใจไทยก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาลได้อีก
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการอ่านเกมจากความสัมพันธ์และโครงสร้างทางการเมือง ไม่ใช่หลักฐานว่าทั้งสองพรรคมีข้อตกลงสำหรับรัฐบาลชุดต่อไป และท้ายที่สุด หากเกิดสมการเช่นนั้นจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภูมิใจไทยฝ่ายเดียวว่าอยากร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่อีกคำถามคือ **เพื่อไทยและทักษิณจะเปิดประตูรับภูมิใจไทยอีกครั้งหรือไม่**
นั่นจึงทำให้ภาพสองภาพในเวลาเพียง 4 วันน่าสนใจอย่างยิ่ง
ภาพแรก — นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก้มกราบอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมบอกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่เคยให้ความเมตตา
ภาพที่สอง — อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นโทษไม่นาน กลับขึ้นเวทีใหญ่ พูดถึงทิศทางประเทศ และกลายเป็นข่าวที่สื่อทั่วประเทศจับตามองอีกครั้ง
ไม่ว่าคนจะรักหรือไม่รักทักษิณ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ หลังผ่านทั้งรัฐประหาร การลี้ภัย คดีความ และการรับโทษ ชื่อ **“ทักษิณ ชินวัตร”** ยังไม่ได้หายไปจากสมการการเมืองไทย
และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมนักการเมืองที่คิดไกลถึงวันข้างหน้า จึงยังไม่เลือกปิดประตูใส่กันเสียตั้งแต่วันนี้
#NEWS1 รายงาน


