นายสมชาย แสวงการ อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ออกมาเสนอให้รื้อโครงสร้างการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ โดยมองว่า ปัจจุบันมีช่องว่างสำคัญที่ทำให้ดุลพินิจของฝ่ายราชทัณฑ์อาจมีผลเหนือคำพิพากษาของศาลมากเกินไป โดยเฉพาะในคดีอุกฉกรรจ์และผู้ต้องโทษหนัก
จุดแรก นายสมชายตั้งข้อสังเกตเรื่องเกณฑ์รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 โดยเห็นว่า หากใช้เกณฑ์เพียงระยะเวลาสูงสุดประมาณ 8 ปีในบางกรณี อาจทำให้ผู้ที่ถูกพิพากษา **ปหชว.** หรือ **จำตลอดชีวิต** มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการลดโทษเร็วเกินไป จึงเสนอว่า คดีร้ายแรงที่ศาลพิพากษา **จำตลอดชีวิต** หรือโทษสูง ควรกำหนดให้รับโทษจริงไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรืออย่างน้อย 15 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการลดโทษ
จุดที่สอง คือ **การเลื่อนชั้น น.ช.** ซึ่งนายสมชายมองว่า ปัจจุบันยังเปิดช่องให้กรมราชทัณฑ์ใช้ดุลพินิจสูง หากไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก็อาจนำไปสู่ข้อครหาหรือการทุจริตซื้อขายการเลื่อนชั้น เพื่อให้ น.ช.เข้าสู่เกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการขอพระราชทานอภัยโทษได้เร็วขึ้น
นายสมชายจึงเสนอว่า การลดโทษควรมีหลักเกณฑ์ที่รัดกุมกว่านี้ และในคดีร้ายแรงควรเปิดให้ **ศาลผู้พิพากษาคดีเดิมมีส่วนในการพิจารณา** ว่าสมควรลดโทษได้มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารโทษเป็นผู้ใช้ดุลพินิจเกือบทั้งหมด
จุดที่สาม คือเกณฑ์ **อายุ 70 ปีขึ้นไป** ที่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาพักการลงโทษกรณีพิเศษได้ นายสมชายตั้งคำถามว่า ในคดีที่ผู้ต้องหามีอิทธิพล หลบหนี หรือต่อสู้คดียาวนานจนถูกพิพากษาเมื่ออายุมาก การนำอายุและโรคประจำตัวมาเป็นเหตุให้พักโทษ อาจทำให้สุดท้ายรับโทษจริงเพียงช่วงสั้น ๆ
เขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างการบริหารโทษทั้งหมด โดยเฉพาะการเลื่อนชั้น การพักโทษ และการลดโทษ ให้มีหลักเกณฑ์ชัดเจน โปร่งใส และลดดุลพินิจที่อาจถูกใช้โดยมิชอบ
นายสมชายทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องรื้อระบบบริหารโทษให้ยึดหลักนิติธรรมมากขึ้น เพราะหลักสำคัญคือ **คำพิพากษาของศาลต้องมีความหมาย และการลดโทษต้องไม่กลายเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ต้องโทษหนักแทบไม่ต้องรับโทษสมกับความผิด**
พร้อมย้ำประโยคว่า **“คุกมีไว้ขังคนทำชั่ว มิได้มีไว้ขังแค่คนจน”**
#NEWS1 รายงาน


