สนามบินสุวรรณภูมิ เร่งแก้ปัญหาความแออัด เตรียมเพิ่ม Auto Gate อีก 31 สัญชาติ รวมเป็น 33 สัญชาติ ลดเวลารอคิว คาดเริ่มทันไฮซีซั่นปีนี้ พร้อมเปิดพิมพ์เขียวพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ ดันสุวรรณภูมิ สู่ Aviation Hub
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(ทสภ.) เป็นประตูแรกในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้โดยสาร 62.90 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 370,823 เที่ยวบิน และในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้โดยสาร 61.85 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 368,959 เที่ยวบิน
2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ร่วมคณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงตรวจราชการเพื่อยกระดับศักยภาพระบบคมนาคม ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการให้บริการและลดความแออัดของผู้โดยสาร การลดระยะเวลากระบวนการการตรวจคนเข้าเมือง ให้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งแผนระยะกลาง-ระยะยาว เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว
สำหรับการแก้ปัญหาความแออัดและอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร กระทรวงคมนาคม จะเร่งดำเนินการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่ง ทอท. มีแผนดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่เช็กอินสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นหมู่คณะ และผู้โดยสารที่มาถึงสนามบินล่วงหน้า ขนาดพื้นที่ประมาณ 2,250 ตารางเมตร โดยสามารถรองรับที่นั่งผู้โดยสารประมาณ 610 ที่นั่ง พร้อม CUSS Kiosk 18 จุด และเคาน์เตอร์เช็กอิน 8 จุด รวมทั้งพื้นที่สำหรับ Repack กระเป๋า จุดประชาสัมพันธ์ จุดรักษาความปลอดภัย ร้านค้า จุดคืนภาษี จุดเติมน้ำดื่ม จุดชาร์จ และห้องสูบบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว จะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 กล่าวว่า ตม.เตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติจากกลุ่มเดิม เป็น 33 สัญชาติ จากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยคัดจาก Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมืองต่ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงน้อย คาดเริ่มทันไฮซีซั่นปีนี้แน่นอน
ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซั่น สุวรรณภูมิมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน ช่วงพีก 14.00-17.00 น.มีผู้โดยสารเข้า ตม. 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง ส่วนไฮซีซั่นอาจเพิ่มเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ จัดกำลังเต็มทุกช่องตรวจในช่วงหนาแน่น
สำหรับช่อง Auto Gate ใช้เวลาตรวจเฉลี่ย 24-30 วินาทีต่อคน หากไม่มีประเด็นด้านความมั่นคง โดยเมื่อระบบพร้อมเต็มที่คาดว่าจะช่วยให้ผู้โดยสารขาเข้าราว 50% ใช้ช่องอัตโนมัติได้ ขณะที่กลุ่มที่ต้องตรวจละเอียดจะยังผ่านเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐานความมั่นคง
ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ทสภ. เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคนต่อปี มีระยะเวลาก่อสร้าง ปี 2570 – 2574 ในส่วนของการขยายศักยภาพด้านทิศใต้ของท่าอากาศยาน จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทิศใต้ (South Terminal) ที่จะสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างระหว่างปี 2572 - 2578 ด้านการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ตามแผนพัฒนาท่าอากาศยานในระยะที่ 2 จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าเปิดใช้งานปี 2583
ทางด้าน บม.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) มีแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยานของ ทอท. ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว ซึ่งจากการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนา ทสภ. สู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) โดยผลการศึกษาภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบนพื้นที่แปลงที่ดิน Airport Business (A37) ที่มีเนื้อที่ประมาณ 548 ไร่ หรือ 876,800 ตารรางเมตร ในรูปแบบการเช่า เพื่อสร้างโรงแรมระดับ Upscale และ Midscale รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว
สำหรับแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการ ทสภ.นั้น มีเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ด้านการขนส่งทางอากาศ ด้านโลจิสติกส์และบริหารจัดการคลังสินค้า แสดงความประสงค์เข้าลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่
ทอท. วางผังการประโยชน์พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว โดยทางทิศใต้จะถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมสนับสนุนท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขนาดพื้นที่ 420,800 ตารางเมตร คลังสินค้า (Cargo Terminal) ขนาดพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร กิจกรรมสนับสนุน ขนาดพื้นที่ 539,200 ตารางเมตร ซึ่งรวมพื้นที่ครัวการบิน (In-Fight Catering) ขนาดพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร และโรงแรมสนามบิน (Airport Hotel)
“ภายหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะมีผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และผลลัพธ์ชัดเจน เรื่องใดทำได้ทันทีต้องเร่งทำ เรื่องใดต้องใช้โครงสร้างหรืองบประมาณต้องนำกลับไปวางแผนในระดับรัฐบาล เพื่อให้สุวรรณภูมิเป็นประตูประเทศที่สร้างความประทับใจ และรองรับ Visitor Economy ได้จริง”


