เกิดเหตุสะเทือนใจตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอีกครั้ง เมื่อ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน.2 ซึ่งร่วมปฏิบัติภารกิจกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณพื้นที่โอปะกาสแน ใกล้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อช่วงสายวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้ ขาขวาท่อนล่างขาด และมือขวาได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด
หลังเกิดเหตุ เพื่อนทหารเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำยืน ก่อนกองทัพบกส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงเข้ารักษาต่อที่ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 22 โดยรายงานล่าสุดระบุว่า จ.ส.อ.ชาญณรงค์ รู้สึกตัวและยังมีกำลังใจดี แม้ต้องสูญเสียขาจากเหตุครั้งนี้
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกนับเป็น การสูญเสียขาของกำลังพลไทยรายที่ 15 จากเหตุทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ท่ามกลางคำถามที่ดังขึ้นทุกครั้งว่า หลังเกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก มาตรการที่ฝ่ายไทยใช้กับกัมพูชาสามารถหยุดปัญหาได้จริงหรือไม่ เพราะหลังแต่ละเหตุการณ์ สิ่งที่ประชาชนได้ยินซ้ำ ๆ คือการประท้วงทางการทูตและการส่งหนังสือทักท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชา
กองทัพบกชี้แจงว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ซึ่ง ฝ่ายกัมพูชาเคยเข้ามารุกล้ำและตั้งฐาน ก่อนฝ่ายไทยผลักดันออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นฝ่ายไทยได้ประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอันตราย และส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติเข้าตรวจสอบและเก็บกู้ เพื่อทำให้พื้นที่ปลอดภัย จนกระทั่งเกิดเหตุ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นขึ้นระหว่างภารกิจ
ประเด็นนี้จึงยิ่งสร้างคำถามว่า ทุ่น PMN-2 จำนวนเท่าใดยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยเข้ามาวางกำลัง และเหตุใดหลังมีข้อตกลงระหว่างสองประเทศเรื่องการลดความตึงเครียดและการจัดการปัญหาทุ่นระเบิดแล้ว ทหารไทยยังต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปเก็บกู้ และต้องสูญเสียอวัยวะเพิ่มขึ้นอีก
ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยใช้กลไกทางการทูตประท้วงกัมพูชาหลายครั้ง รวมถึงยกประเด็นทุ่นระเบิดเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่าการใช้หรือวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขัดต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา ขณะที่กัมพูชาเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายวางทุ่นใหม่ ทำให้ข้อพิพาทเรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ แม้กำลังพลไทยยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
และเมื่อวันนี้เกิดเหตุเป็น รายที่ 15 คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า กระทรวงการต่างประเทศจะทำหนังสือประท้วงฉบับที่เท่าใดต่อไป แต่อยู่ที่ว่า ข้อตกลงที่ไทยทำกับกัมพูชานั้นมีมาตรการอะไรที่สามารถบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติจริง หากเกิดเหตุซ้ำแล้วไทยยังต้องกลับมาใช้วิธีเดิมทุกครั้ง
ภาพการลำเลียง จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งรักษาตัว จึงไม่ได้สะเทือนใจเฉพาะครอบครัวหรือเพื่อนทหาร แต่กำลังกลายเป็นคำถามของคนไทยว่า ต้องมีทหารเสียขาอีกกี่ราย จึงจะมีมาตรการที่ทำให้เหตุแบบนี้หยุดลงจริง ๆ
เพราะการประท้วงทางการทูตอาจเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่สิ่งที่ประชาชนรอคอยมากกว่าหนังสืออีกหนึ่งฉบับ คือคำตอบว่า รัฐบาลไทยจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ทหารไทยต้องกลับไปเหยียบทุ่นลูกต่อไปอีก
เครดิตข้อมูลและภาพ: กองทัพบก / MGR Online
#NEWS1 รายงาน


