ประธานาธิบดี **โดนัลด์ ทรัมป์** แห่งสหรัฐฯ สั่งกระทรวงกลาโหมให้ **ลดระดับการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้อย่างมาก** ก่อนการฝึกประจำปี Ulchi Freedom Shield จะเริ่มขึ้น โดยให้เหตุผลทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ความสัมพันธ์ที่ดีกับ **คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ** และความไม่พอใจที่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ตอบรับคำขอของสหรัฐฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ว่า เขาได้สั่งให้เพนตากอน “ลดลงอย่างมาก” สำหรับการฝึกร่วมกับเกาหลีใต้ พร้อมบอกว่าไม่พอใจกับการที่สหรัฐฯ ยังเข้าร่วมการฝึกดังกล่าว เพราะนอกจากมีค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังส่งสัญญาณที่เขามองว่าไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ
จุดที่สร้างเสียงฮือฮาคือ ทรัมป์ยกความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ **คิม จองอึน** ขึ้นมาเป็นเหตุผลด้วย โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ “ดีมาก” กับผู้นำเกาหลีเหนือ และมองว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่ใกล้คาบสมุทรเกาหลีไม่สอดคล้องกับบรรยากาศที่เขาต้องการสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางสู่การเจรจา
แต่ทรัมป์ยังโยงเรื่องนี้เข้ากับความไม่พอใจต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยถาม **อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้** ว่าเกาหลีใต้ต้องการเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในความพยายามจัดการโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือไม่ แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ ซึ่งทรัมป์หยิบเรื่องดังกล่าวขึ้นมากล่าวพร้อมกับคำสั่งลดการซ้อมรบ
สำนักข่าว AP รายงานเรื่องนี้ในบริบทว่า ทรัมป์ไม่พอใจที่พันธมิตรเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะช่วยสหรัฐฯ ใน **สงครามกับอิหร่าน** ขณะที่ถ้อยคำที่ทรัมป์ใช้เองในโพสต์กล่าวถึงการชักชวนเกาหลีใต้ให้ร่วมในความพยายาม “ปลดอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน” ดังนั้นประเด็นนี้จึงควรแยกให้ชัดว่า คำว่า “ไม่ช่วยสงครามอิหร่าน” เป็นบริบทที่สื่อต่างประเทศใช้อธิบายสถานการณ์ ส่วนถ้อยคำโดยตรงของทรัมป์เน้นเรื่องการไม่ร่วมดำเนินการกับสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน
การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการฝึก **Ulchi Freedom Shield** ซึ่งตามแผนเดิมจะมีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ **18,000 นาย** และมีกำลังสหรัฐฯ รวมถึงชาติพันธมิตรเข้าร่วม การฝึกมีกำหนดดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม โดยเน้นการรับมือภัยคุกคามทั้งด้านขีปนาวุธ ไซเบอร์ และการรบสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกได้เริ่มขึ้นตามกำหนด ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่ากำลังตรวจสอบข้อความของทรัมป์ พร้อมหวังว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำเกาหลีเหนือจะสามารถนำไปสู่การเจรจาที่มีความหมายและช่วยสร้างเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลีได้
เกาหลีใต้ยังชี้แจงต่อข้อกล่าวหาของทรัมป์เรื่องอิหร่านว่า รัฐบาลโซลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ของการสนับสนุนทางทหาร โดยต้องคำนึงถึงความพร้อมด้านการป้องกันประเทศบนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงขั้นตอนทางกฎหมายภายในประเทศด้วย
การลดระดับการซ้อมรบไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทรัมป์ เพราะในวาระแรกเมื่อปี 2561 หลังการประชุมสุดยอดกับคิม จองอึนที่สิงคโปร์ ทรัมป์เคยประกาศระงับการซ้อมรบขนาดใหญ่กับเกาหลีใต้มาแล้ว โดยให้เหตุผลคล้ายกันว่า การฝึกมีค่าใช้จ่ายสูงและสร้างความรู้สึกเป็นภัยคุกคามต่อเกาหลีเหนือ
แต่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธ และก่อนการซ้อมรบรอบนี้ก็มีการยิงขีปนาวุธอีกครั้ง ขณะที่เปียงยางประณามการฝึกร่วมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ว่าเป็นการยั่วยุและเป็นการซ้อมเตรียมทำสงคราม
ดังนั้นคำสั่งล่าสุดของทรัมป์จึงกำลังถูกจับตาว่า เป็นเพียงการ “งอน” พันธมิตรเกาหลีใต้จากความขัดแย้งเรื่องอิหร่านและค่าใช้จ่าย หรือเป็นยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ที่ต้องการส่งสัญญาณไปยัง **“ท่านคิม” คิม จองอึน** เพื่อเปิดประตูการเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเปียงยางอีกครั้ง
**แหล่งข้อมูล: Reuters / Associated Press / Axios / Al Jazeera**
#NEWS1 รายงาน


