ถึงเวลาศึกษาผลดี-ผลเสีย รับชาวต่างชาติคุณภาพเข้าพำนักระยะยาวในไทย ควบคู่ตรวจเข้มนอมินี หลังพบนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ 36,277 ราย
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อมฐานข้อมูลกรมที่ดิน พบการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยนิติบุคคล 144,706 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบเป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 125,662 ราย ในจำนวนนี้ มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) 123,542 ราย แบ่งเป็น นิติบุคคลสถานะเป็นไทย 100% จำนวน 87,265 ราย และมีต่างชาติร่วมลงทุน 36,277 ราย ส่วนใหญ่ มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 6 จังหวัด รวมถึงจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 10 จังหวัด รวม 16 จังหวัด มีจำนวนรวม 35,154 ราย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า นิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวม 36,277 ราย แบ่งเป็น 1. สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49% รวม 31,516 ราย แบ่งเป็น ห้างหุ้นส่วน 146 ราย บริษัทจำกัด 30,633 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 737 ราย
2. สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ตั้งแต่ 49% ขึ้นไป รวม 4,761 ราย แบ่งเป็น ห้างหุ้นส่วน 11 ราย บริษัทจำกัด 4,709 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 41 ราย
จากข้อมูลที่ทำงานร่วมกับกรมที่ดิน พบว่า มีชาวต่างชาติส่วนหนึ่ง มีความต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการพักอาศัยระยะยาวในประเทศไทย ประกอบกับข้อมูลนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถาณการณ์โควิด-19 รวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (คนเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิต 5 ปีติดต่อกัน) ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลถึงกำลังซื้อหรือการบริโภคภายในประเทศลดลง ซึ่งคงถึงเวลาที่เรา ต้องศึกษาถึงผลดีและผลเสียของเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อรับชาวต่างชาติคุณภาพเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ย้ำว่า ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่มีการลงทุนจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก และมีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยกรมฯจะให้การสนับสนุนข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น งบการเงิน เนื่องจากการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือ นอมินี ถือเป็นการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน กระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยจะทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย


