xs
xsm
sm
md
lg

โจทย์หินรัฐบาล!! เศรษฐกิจไทยรั้งท้ายอาเซียน Q2/69 โต 1.9%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มาแล้ว ตัวเลขที่แวดวงเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุนรอคอย สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 1.7% แต่ชะลอลงจากไตรมาส1/69 ที่ขยายตัว 2.8% พร้อมปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จาก 1.5-2.5 % เป็น 2.0 - 2.5% ค่ากลาง 2.2%

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่สองของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ขยายตัว 1.9 %ชะลอลงจาก 2.8 %ในไตรมาสแรก ของปี 2569 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2569 ลดลงจาก ไตรมาสแรกของปี 0.2 %

ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 มาจากการลงทุนรวมที่ยังคงขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ และยานพาหนะ ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้ามีมูลค่าขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 17.6% ปริมาณส่งออกสินค้าขยายตัว 13.7% ตามการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก

ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงถึง 42.3% ปริมาณนำเข้าสินค้าขยายตัว 27.7% ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ในไตรมาสนี้กลับมาติดลบอยู่ที่ 12% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 6.557 ล้านคน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒน์ กล่าวว่า ได้

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 สภาพัฒน์ ปรับคาดการณ์เป็นขยายตัวในช่วง 2.0 - 2.5 % (ค่ากลาง 2.2%) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒน์ กล่าวว่า มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัว ในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน (2) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน (3) การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า และ (4) แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ


สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 สภาพัฒน์ เสนอให้รัฐบาล ควรให้ความสำคัญกับ 1) การดูแลการผลิตภาคเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร เช่น เตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะ ฝนทิ้งช่วงอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ,ปรับแผนและปฏิทินการเพาะปลูกในปีเพาะปลูก 2569/2570 ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ควบคู่กับการเร่งพัฒนาแหล่งน้ำสำรองและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง และการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถแจ้งเตือนและปรับแผนการผลิตได้ อย่างทันท่วงที

2) การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ การลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เร่งหาข้อสรุปร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน(Agreement on Reciprocal Trade: ART) ควบคู่ไปกับการจัดทำข้อมูล ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อรองรับกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ของสหรัฐฯ ในประเด็นโครงสร้างกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการยกระดับ การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิทางการค้าและลดความเสี่ยงจากการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ

3) ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการเร่งรัดให้โครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตร ส่งเสริมการลงทุนไปแล้วเกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและการแก้ไข อุปสรรคในการลงทุน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐและปรับปรุงกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจผ่านการเร่งขับเคลื่อนระบบ Thailand FastPass ตลอดจนการยกระดับ การดำเนินการต่าง ๆ ที่มีส่วนสนับสนุนการประกอบธุรกิจ อาทิ การให้บริการพิธีการทางด้านศุลกากร และ การอนุมัติใบรับรองมาตรฐานสินค้า พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว

4) การรักษาแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

5) การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและการหยุดชะงักของห่วงโซ่ อุปทาน