ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กำลังนำไปสู่คำถามใหญ่ต่อกระบวนการยุติธรรมไทยว่า บทลงโทษในวันนี้ยังทำให้อาชญากรกลัวได้จริงหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่บางคดีต้องเสี่ยงชีวิต ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการติดตามจับกุม แต่ผู้กระทำผิดบางรายกลับรับโทษจริงเพียงช่วงหนึ่งก่อนออกจากเรือนจำ
กรณีที่สะท้อนความรู้สึกของตำรวจได้ชัด คือคำบอกเล่าของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเคยมีบทบาทในการจับกุม “เล่าต๋า แสนลี่” ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ
พล.ต.ท.เรวัช เคยตั้งคำถามถึงกรณีเล่าต๋าในทำนองว่า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนต้องเสี่ยงชีวิตเพียงใดกว่าจะติดตามจับกุมได้ แต่เมื่อผู้ต้องโทษรับโทษประมาณ 8 ปีแล้วได้รับการปล่อยตัว เจ้าหน้าที่หลายคนที่เคยอยู่ในชุดจับกุมก็เกษียณอายุราชการไปแล้ว
คำถามคือ แล้วใครดูแลความปลอดภัยของตำรวจเหล่านั้น หากวันหนึ่งเกิดการตามเอาคืน?
ตำรวจที่เคยมีเครื่องแบบ มีหน่วยงาน มีเพื่อนร่วมทีม และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อเกษียณแล้วก็กลับมาเป็นประชาชนคนหนึ่ง ขณะที่คนที่เขาเคยเสี่ยงชีวิตจับกุมกลับออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอีกครั้ง
นี่คืออีกด้านหนึ่งของกระบวนการลงโทษที่ไม่ควรถูกมองข้าม
เพราะหากตำรวจต้องคิดว่า “จับไปแล้วอีกไม่กี่ปีเขาก็ออกมา แล้ววันหนึ่งเราเกษียณ ใครจะปกป้องเราและครอบครัว?” ย่อมกระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนทำงานโดยตรง
ไม่ใช่เฉพาะคดียาเสพติด แต่ยังรวมถึงคดีฉ้อโกงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล หากผู้กระทำผิดสร้างความเสียหายระดับหลายร้อยหรือหลายพันล้านบาท แต่รัฐติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาไม่ได้ทั้งหมด แล้วสุดท้ายรับโทษจริงเพียงไม่กี่ปี ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่า การก่ออาชญากรรมกลายเป็นสิ่งที่ “คุ้มเสี่ยง” สำหรับคนบางกลุ่มหรือไม่
โกงได้เงินมหาศาล ซ่อนทรัพย์ไว้ส่วนหนึ่ง ยอมติดคุกช่วงหนึ่ง เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังมีทรัพย์สินเหลือให้ใช้
หากระบบเปิดช่องให้เกิดภาพเช่นนี้ คุกก็อาจไม่ใช่สิ่งที่อาชญากรกลัวอีกต่อไป แต่อาจถูกมองเป็นเพียง “ต้นทุน” ของการทำผิด
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังวลกว่าการพ้นโทษ คือกรณีผู้กระทำผิดบางรายออกจากเรือนจำแล้วกลับมาก่อคดีร้ายแรงซ้ำ เพราะนั่นหมายความว่าความเสียหายไม่ได้จบลงพร้อมกับคดีแรก แต่ประชาชนคนใหม่อาจต้องกลายเป็นเหยื่ออีกครั้ง
แน่นอนว่า หลักการให้โอกาสผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และผู้พ้นโทษไม่ควรถูกเหมารวมว่าจะกลับมากระทำผิดทุกคน
แต่คำถามสำคัญคือ ผู้กระทำผิดคดีร้ายแรง ผู้กระทำผิดซ้ำ และอาชญากรที่สร้างความเสียหายมหาศาล ควรได้รับการประเมินและใช้หลักเกณฑ์ในการปล่อยตัวอย่างไร จึงจะสมดุลกับความปลอดภัยของสังคม
เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้โอกาสคนผิดกลับคืนสู่สังคม
แต่ยังมีหน้าที่ปกป้อง ประชาชน ตำรวจที่เคยจับกุม พยาน ผู้เสียหาย และครอบครัวของคนเหล่านั้น ด้วย
หากคนร้ายไม่กลัวคุก
หากตำรวจจับแล้วต้องกังวลว่าจะถูกตามเอาคืนในวันที่ตัวเองเกษียณ
หากผู้เสียหายเห็นคนที่ทำลายชีวิตตัวเองกลับมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเวลาไม่นาน
สุดท้ายสิ่งที่เสียหายอาจไม่ใช่เพียงความรู้สึกของประชาชน
แต่คือ ศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม และกำลังใจของคนดีที่ยังยืนอยู่ข้างกฎหมาย
เมื่อคนดีเริ่มท้อ แต่คนร้ายกลับไม่กลัว
ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องกลับมาถามอย่างจริงจังว่า
บทลงโทษของเรายังทำหน้าที่ “ลงโทษและป้องปราม” ได้มากพอแล้วหรือยัง?
#NEWS1 รายงาน


