เบื้องหลังขยะพิษข้ามประเทศมีแรงจูงใจสำคัญคือ “ต้นทุนการกำจัด” เพราะประเทศพัฒนาแล้วมีกฎสิ่งแวดล้อมเข้มงวด ทำให้การบำบัดและกำจัดของเสียอันตรายอย่างถูกต้องมีต้นทุนสูง
ข้อมูลประกอบการประเมินของคณะกรรมาธิการยุโรปเคยระบุว่า การเผาขยะในเนเธอร์แลนด์มีต้นทุนสูงกว่าการส่งไปจีนประมาณ 4 เท่า ขณะที่การลักลอบทิ้งกากอันตรายในบางกรณีอาจมีต้นทุนต่ำกว่าการกำจัดอย่างถูกกฎหมายในสหภาพยุโรปถึง 400 เท่า
ส่วนต่างมหาศาลนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้เกิดการเคลื่อนย้ายขยะข้ามประเทศ โดยประเทศไทยเองตรวจพบการนำเข้าสินค้าที่เข้าข่ายของเสียอันตรายหลายครั้ง รวมถึงการสำแดงเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าชนิดอื่น ก่อนตรวจพบภายหลังว่าเข้าข่ายของเสียที่ต้องควบคุม
ขณะเดียวกัน พื้นที่ภาคตะวันออกของไทยกำลังเผชิญข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ โรงงานรีไซเคิลและโรงงานทุนจีนหลายแห่ง รวมถึงการขนกากอุตสาหกรรมและของเสียไปยังพื้นที่ต่าง ๆ จนนำมาสู่คำถามใหญ่ต่อระบบกำกับดูแลว่า ของเสียเหล่านี้มาจากไหน โรงงานรับเข้ามาเท่าไร และกากที่เหลือจากกระบวนการรีไซเคิลถูกนำไปกำจัดที่ใด
ที่น่ากังวลคือมีกรณีตรวจพบการนำกากอุตสาหกรรมไป ผสมกับดินหรือวัสดุอื่น ก่อนนำออกจากพื้นที่โรงงาน หากกากดังกล่าวมีสารอันตรายปนเปื้อน ดินที่ดูเหมือนดินทั่วไปก็อาจกลายเป็นแหล่งกระจายสารพิษไปยังพื้นที่อื่นได้ ขณะที่ของเสียหรือน้ำเสียที่ไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้อง หากถูกปล่อยลงดินหรือแหล่งน้ำ ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนตามมา
จึงต้องตั้งคำถามว่า การขนของเสียจำนวนมากเข้า-ออกโรงงาน การนำกากไปถมที่หรือกระจายไปยังพื้นที่อื่น เกิดขึ้นโดยที่ระบบราชการและหน่วยงานกำกับไม่สามารถตรวจพบได้อย่างไร และระบบติดตามกากอุตสาหกรรมของไทยมีช่องโหว่ตรงจุดใด
เพราะธุรกิจนี้ไม่ได้มีรายได้เฉพาะจากการรีไซเคิลของมีค่าเท่านั้น หากผู้ประกอบการได้รับค่าจัดการของเสีย แล้วสามารถลดหรือหลีกเลี่ยงต้นทุนการกำจัดกากขั้นสุดท้ายได้ ส่วนต่างดังกล่าวก็อาจกลายเป็นผลประโยชน์มหาศาล ขณะที่ประชาชนเป็นผู้รับภาระจากดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อน
เมื่อประเทศต้นทางมีต้นทุนกำจัดสูง แต่ประเทศปลายทางมีต้นทุนต่ำและระบบตรวจสอบมีช่องโหว่ ประเทศไทยจึงต้องเร่งปิดช่องทางดังกล่าว ก่อนฐานอุตสาหกรรมและรีไซเคิลจะถูกใช้เป็นประตูรับขยะจากต่างประเทศ และสุดท้ายประเทศไทยต้องกลายเป็น “ถังขยะเอเชีย”
#NEWS1 รายงาน


