ตัวเลขลงทุนต่างชาติของไทยพุ่งสูง แต่ท่ามกลางเม็ดเงินมหาศาลกำลังเกิดคำถามอีกด้านว่า หลัง BOI มอบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงนักลงทุนเข้าประเทศแล้ว ไทยได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับสิ่งที่ให้ไปจริงหรือไม่
ข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ปี 2568 ต่างชาติยื่นขอรับการส่งเสริม 2,421 โครงการ มูลค่ากว่า 1.35 ล้านล้านบาท โดยทุนจีนมีถึง 982 โครงการ มูลค่า 172,114 ล้านบาท หรือกว่า 40% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด
สิทธิที่นักลงทุนได้รับมีตั้งแต่การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นหรือลดอากรเครื่องจักรและวัตถุดิบ ตลอดจนสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับกิจการที่ได้รับส่งเสริม โดยบางมาตรการสามารถได้รับสิทธิทางภาษีรวมยาวนานถึง 13 ปี
ปัญหาจึงอยู่ที่ “หลังได้สิทธิแล้วเกิดอะไรขึ้น” เพราะหากโครงการเข้ามาด้วยเงื่อนไขสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทย แต่ภายหลังไม่สามารถทำตามเงื่อนไขเดิมได้ รัฐจำเป็นต้องตรวจสอบว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับยังสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่
เรื่องนี้ยิ่งถูกจับตามอง เมื่อหลายพื้นที่กำลังเผชิญข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ โรงงานทุนต่างชาติ กากอุตสาหกรรม มลพิษ การแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย และผลกระทบต่อชุมชน ทำให้ตัวเลขเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่ประเทศไทยต้องแบกรับทั้งหมด
ที่สำคัญ BOI มีระบบ e-Monitoring สำหรับติดตามโครงการ และมีอำนาจดำเนินการกับผู้ได้รับส่งเสริมที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข รวมถึงกรณีกรรมวิธีการผลิตไม่ตรงกับที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิส่งเสริมได้
ดังนั้นสิ่งที่ควรเปิดให้ประชาชนเห็นควบคู่กับตัวเลขเงินลงทุน คือ มีโครงการกี่แห่งทำผิดเงื่อนไข กี่แห่งถูกลดหรือเพิกถอนสิทธิ และกี่โครงการสร้างปัญหาจนหน่วยงานอื่นต้องตามแก้ในภายหลัง
เพราะความสำเร็จของ BOI ไม่ควรวัดเพียงว่า ดึงเงินต่างชาติเข้าไทยได้กี่ล้านล้านบาท แต่ต้องวัดด้วยว่า หลังนักลงทุนได้รับภาษี ที่ดิน และสิทธิประโยชน์จากประเทศไทยแล้ว คนไทยได้อะไรกลับมา และปัญหาที่เหลือไว้ใครเป็นคนรับผิดชอบ
#NEWS1 รายงาน


