กลายเป็นสัญญาณแรงจากยักษ์ใหญ่ยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อผู้บริหาร Toyota Thailand ออกมาตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย หลังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐทุ่มมาตรการอุดหนุน EV ทั้งเงินช่วยเหลือผู้ซื้อ สิทธิภาษี และมาตรการลดอากรนำเข้า เพื่อเร่งสร้างตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทย
สาระสำคัญที่โตโยต้าต้องการส่งถึงรัฐบาลคือ วันนี้ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ว่า กำลังเพียง “ส่งเสริมให้คนใช้รถ EV” หรือกำลัง “สร้างอุตสาหกรรม EV ของประเทศไทย” ให้เกิดขึ้นจริง เพราะหากใช้เงินภาษีและสิทธิประโยชน์จำนวนมากเพื่อทำให้รถนำเข้าขายได้มากขึ้น แต่การลงทุน การจ้างงาน และซัพพลายเชนกลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย ประเทศไทยก็ต้องกลับมาทบทวนว่าได้อะไรจากนโยบายนี้อย่างแท้จริง
ภายใต้มาตรการ EV 3.5 รัฐบาลกำหนดเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าตามประเภทและขนาดแบตเตอรี่ รวมถึงสิทธิทางภาษี โดยรถที่เข้าเงื่อนไขสามารถได้รับเงินอุดหนุนในระดับหลายหมื่นถึงหลักแสนบาท พร้อมลดภาษีสรรพสามิต และในบางช่วงมีสิทธิลดอากรนำเข้ารถสำเร็จรูป แต่ผู้ประกอบการที่ใช้สิทธิต้องมีภาระผลิตรถชดเชยในประเทศไทยภายหลัง ตามสัดส่วนที่รัฐกำหนด
ปัญหาคือ เมื่อมาตรการถูกใช้มาหลายปี ตลาดรถ EV ไทยกลับถูกแบรนด์จีนครองสัดส่วนมากกว่า 70% ขณะที่ผู้ผลิตดั้งเดิมจากญี่ปุ่นและฐานซัพพลายเออร์ไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก
โตโยต้าจึงส่งเสียงชัดว่า หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าสู่ยุค EV ก็ไม่ควรมีปัญหากับเทคโนโลยีหรือประเทศต้นทางของผู้ผลิต แต่ กติกาต้องแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
ผู้ผลิตที่นำเข้ารถมาขาย ผู้ผลิตที่ลงทุนตั้งโรงงาน ผู้ที่ซื้อชิ้นส่วนในประเทศไทย ผู้ที่สร้างงานให้คนไทย และผู้ที่ลงทุนสร้างซัพพลายเชนระยะยาว ไม่ควรถูกปฏิบัติภายใต้ระบบที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบจนเกินไป
เพราะฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยไม่ได้มีเพียงบริษัทประกอบรถ แต่ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายพันรายและแรงงานจำนวนมหาศาลที่พึ่งพาอุตสาหกรรมนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ “นำเข้าก่อน ผลิตชดเชยภายหลัง” ของมาตรการ EV เคยเกิดปัญหาขึ้นจริง เมื่อผู้ผลิตบางรายไม่สามารถผลิตชดเชยตามเงื่อนไขเดิมได้ รัฐบาลจึงต้องปรับหลักเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น รวมถึงเปิดทางให้นำรถที่ผลิตในไทยเพื่อส่งออกมานับเป็นยอดชดเชยได้ เพื่อป้องกันปัญหากำลังผลิตล้นตลาดในประเทศ
กรณีดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า นโยบายที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดึงผู้ผลิต EV เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ได้สร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่แข็งแรงจริงแล้วหรือยัง หรือในช่วงแรกกลับสร้างแรงจูงใจให้การนำเข้ารถมาจำหน่ายเติบโตเร็วกว่าการลงทุนในประเทศ
ทั้งนี้ ต้องย้ำว่า Toyota เองก็เคยเข้าร่วมมาตรการส่งเสริม EV ของรัฐบาลไทย ตั้งแต่ปี 2565 จึงไม่ใช่กรณีที่โตโยต้าปฏิเสธรถ EV หรือปฏิเสธมาตรการส่งเสริมทั้งหมด แต่สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามคือ หลังใช้นโยบายมาหลายปีแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนจากการอุดหนุนยอดขาย ไปสู่การสนับสนุนการผลิตและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้มากขึ้น
ข้อกังวลลักษณะเดียวกันยังปรากฏจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเสนอให้มาตรการสนับสนุนในระยะต่อไปมุ่งไปยังรถที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนไทย เพื่อให้เงินที่รัฐบาลใช้กระตุ้นตลาดย้อนกลับมาสร้างงาน รายได้ และภาษีภายในประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็น “ฐานผลิตไทยมีปัญหา” ในเวลานี้ควรเข้าใจว่าเป็นคำเตือนเชิงโครงสร้าง มากกว่าจะหมายความว่า Toyota ประกาศย้ายโรงงานออกจากประเทศไทยแล้ว เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันการตัดสินใจเช่นนั้น
แต่สัญญาณจาก Toyota ครั้งนี้ถือว่าน่าจับตา
เพราะประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์สำคัญของญี่ปุ่นมานานหลายสิบปี หากกติกาใหม่ทำให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนระยะยาวมองว่าต้นทุนและเงื่อนไขการแข่งขันไม่สมดุล ความสามารถของไทยในการรักษาฐานการผลิตเดิมก็ย่อมถูกตั้งคำถาม
โจทย์ของรัฐบาลจึงอาจไม่ใช่ว่าจะเลือก “รถญี่ปุ่น” หรือ “รถจีน”
แต่คือ จะออกแบบนโยบายอย่างไรให้รถทุกค่ายแข่งขันกันได้ โดยคนที่นำเข้ามาขาย คนที่ตั้งโรงงาน คนที่ใช้ชิ้นส่วนไทย และคนที่สร้างงานในประเทศ อยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม
เพราะหากประเทศไทยใช้เงินภาษีจำนวนมากสร้างตลาด EV จนเติบโต แต่สุดท้ายไม่ได้สร้างฐานการผลิต การจ้างงาน และซัพพลายเชนที่แข็งแรงในประเทศอย่างที่ตั้งเป้าไว้
คำถามที่ Toyota โยนกลับมาจึงน่าคิดไม่น้อยว่า
เรากำลังสร้าง “ตลาด EV” ให้ใคร หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV ของประเทศไทย” กันแน่
#NEWS1 รายงาน


