ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง หรือ “อัยการน้ำแท้” อัยการพิเศษฝ่าย และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายผ่านรายการ “เรื่องใหญ่รายวัน” ถึงกรณีคำพิพากษาคดีที่มีการคำนวณโทษจำคุกรวมสูงถึงกว่า 40,000 ปี จนสร้างความตกใจและถูกแชร์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่า แม้ตัวเลขตามการคำนวณโทษจะสูงถึงหลักหมื่นปี แต่กรณีที่กล่าวถึงนี้ เมื่อใช้หลักกฎหมายกำหนดเพดานโทษแล้ว จำคุกรวมได้ไม่เกิน 20 ปี
อัยการน้ำแท้ อธิบายว่า สาเหตุที่ตัวเลขโทษพุ่งขึ้นไปถึงหลายหมื่นปี เกิดจากหลักการลงโทษกรณีกระทำความผิดหลายกรรม โดยความผิดแต่ละกรรมมีโทษของตัวเอง เมื่อมีการกระทำหลายครั้งและมีผู้เสียหายจำนวนมาก ก็ต้องนำจำนวนกรรมมาคำนวณแยกกัน ก่อนรวมออกมาเป็นโทษทั้งหมด
ในคดีที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง มีผู้เสียหายจำนวนมากเกือบหมื่นราย เมื่อนำโทษของแต่ละกรรมมารวมกัน ตัวเลขจึงสามารถพุ่งขึ้นไปถึงหลักหมื่นปีได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องคำพิพากษาจะต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลาหลายหมื่นปีตามตัวเลขที่คำนวณออกมา
อัยการน้ำแท้ ระบุว่า จุดสำคัญอยู่ที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การรวมโทษกรณีความผิดหลายกรรม โดยในกรณีที่ความผิดแต่ละกรรมมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี เมื่อนำโทษทุกกรรมมารวมกันแล้ว กฎหมายกำหนดเพดานจำคุกไว้ ไม่เกิน 20 ปี
พูดให้เห็นภาพก็คือ ต่อให้กระทำความผิดจำนวนมากจนเมื่อคำนวณแยกแต่ละกรรมแล้วได้โทษรวม 1,000 ปี 10,000 ปี หรือกว่า 40,000 ปี หากเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 91 ในกรณีดังกล่าว โทษจำคุกรวมที่นำมาบังคับก็จะถูกจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 20 ปี
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่เกิน 20 ปี” ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องขังทุกคนจะต้องอยู่ในเรือนจำครบ 20 ปีเต็ม เพราะหลังจากศาลพิพากษาแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการ บังคับโทษ ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง และมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของผู้ต้องขัง รวมถึงมาตรการลดโทษตามเงื่อนไขของกฎหมาย
อัยการน้ำแท้ ยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้ประชาชนบางส่วนตั้งคำถาม โดยเฉพาะคดีที่สร้างความเสียหายแก่คนจำนวนมากว่า หากสุดท้ายมีเพดานจำคุกเพียง 20 ปี และยังอาจมีโอกาสได้รับการลดโทษในชั้นบังคับโทษ จะกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้กระทำผิดมองว่าคุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อัยการน้ำแท้อธิบายว่า ระบบการลดโทษมีเหตุผลในด้านการบริหารจัดการผู้ต้องขังเช่นกัน เพราะหากผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ที่มีโทษระยะยาว ไม่มีความหวังหรือแรงจูงใจใด ๆ ที่จะได้รับการลดโทษจากการประพฤติตัวดี ก็อาจทำให้การควบคุมและบริหารจัดการภายในเรือนจำยากขึ้น
จึงเป็น “เหรียญสองด้าน” ของกระบวนการยุติธรรม ระหว่างการลงโทษให้เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น กับการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ต้องขังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระหว่างรับโทษ
ดังนั้น ตัวเลขจำคุกกว่า 40,000 ปี ที่สร้างความฮือฮา จึงเป็นผลจากการคำนวณโทษแยกตามจำนวนกรรม แต่เมื่อเข้าสู่หลักเกณฑ์การรวมโทษตามกฎหมาย สำหรับกรณีที่อัยการน้ำแท้อธิบายในรายการ เพดานจำคุกรวมอยู่ที่ไม่เกิน 20 ปี และระยะเวลาที่อยู่ในเรือนจำจริงยังขึ้นอยู่กับกระบวนการบังคับโทษและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง
#NEWS1 รายงาน


