เข้าข่ายนอมินี อื้อ!! ธุรกิจโรงแรม วิลล่า บนเกาะพะงัน ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย
ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่เกาะพะงัน บูรณาการความร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี (มท.2) และคณะ ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยมีเป้าหมาย 4 จุด
1. โรงแรมรีสอร์ทขนาดใหญ่ บนที่ดินกว่า 25 ไร่ พบกรรมการคนไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีชื่อถือหุ้นอยู่หลายบริษัท โดยมีชาวต่างชาติร่วมลงทุนด้วย ซึ่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยไม่สามารถตอบคำถามการประกอบธุรกิจหรือการลงทุนได้ครบถ้วน และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยรายนี้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่อีกหลายบริษัท
2. วิลล่าให้เช่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบนักท่องเที่ยวอิสราเอลกำลังเข้าพัก ให้ข้อมูลว่าเช่าพักคืนละหลายหมื่นบาท โดยจ่ายผ่านออนไลน์ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นเงินบาทไทยตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงภาษี พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท
3. ร้านค้ากัญชา เปิดเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น มีทั้งหมด 4 สาขา ในพื้นที่พะงัน สมุย ภูเก็ต และ กทม. และจำหน่ายใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (แบบ ภ.ท.33) ในราคาใบละ 300 บาท สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับกัญชามากมาย จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่ามีรายได้มากถึง 15 ล้านบาท พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ซึ่งมีข้อสงสัยหลายประการที่จะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
4. วิลล่าหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเชิงเขา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบปิดเงียบ ไม่พบบุคคลใดที่จะสามารถให้ข้อมูลใดๆ ได้เลย แต่พบว่าโฉนดออกในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องตรวจสอบการถือครองที่ดินและรายละเอียดของการประกอบธุรกิจต่อไป
หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ปัจจุบัน สุราษฎร์ธานี มีนิติบุคคลอยู่ 25,603 ราย ซึ่งมท.2 มีข้อสั่งการกรณีที่มีนิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง ให้กรมที่ดินดำเนินการต่อ ผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประชุมและบังคับจำหน่ายทันที และในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตรวจสอบเรื่องนอมินีและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
หากพบว่า คนไทยรายใด มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน
ที่ผ่านมา มีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งอยากฝากถึงผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งหลาย ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีอยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ


