น่าจับตาท่าทีของ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังพูดถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาในมุมที่ลึกกว่าการเรียกร้องให้สองประเทศหยุดความขัดแย้งและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยครั้งนี้เขาย้อนถึง ที่มาของเส้นเขตแดนในยุคล่าอาณานิคม
คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ในการประชุม Asia-Pacific Roundtable ครั้งที่ 39 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่ออันวาร์ถูกถามถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เขายอมรับว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ผู้นำทั้งสองประเทศยังมีความมุ่งมั่นที่จะพูดคุยกัน
จากนั้นอันวาร์กล่าวถึงรากของปัญหาว่า เรื่องเขตแดนลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยในอดีต มหาอำนาจอาณานิคมเข้ามากำหนดว่าเส้นเขตแดนควรอยู่ตรงไหน และประเทศในภูมิภาคต้องรับมรดกของปัญหาดังกล่าวมาจัดการในปัจจุบัน
คำพูดนี้น่าสนใจเมื่อมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะกัมพูชาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และกระบวนการกำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศสในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงเรื่องเขตแดนที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ขอให้ฝรั่งเศสจัดส่งเอกสารประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำมาใช้ประกอบกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ
ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เมื่ออันวาร์ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการประสานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา มองย้อนกลับไปถึงปัญหาที่เกิดจากการกำหนดเขตแดนในยุคอาณานิคมแล้ว เขาจะมองข้อพิพาทระหว่างสองประเทศจากนี้แตกต่างไปจากเดิมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกข้อเท็จจริงให้ชัดว่า อันวาร์ไม่ได้กล่าวถึง MOU 43 ไม่ได้พูดถึงแผนที่ 1:200,000 และไม่ได้ตัดสินว่าข้ออ้างเรื่องเขตแดนของไทยหรือกัมพูชาฝ่ายใดถูกต้อง
ดังนั้น คำพูดของอันวาร์ครั้งนี้จึงยังไม่สามารถนำไปสรุปว่าเขาปฏิเสธแผนที่ฝรั่งเศส หรือยอมรับจุดยืนของไทยในข้อพิพาทได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กรอบที่อันวาร์ใช้พูดถึงปัญหา เพราะแทนที่จะมองเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน เขากลับชี้ไปยังประวัติศาสตร์ของการกำหนดเส้นเขตแดนในภูมิภาค
สำหรับไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะข้อพิพาทไม่ได้มีเพียงคำถามว่าใครควบคุมพื้นที่ใดในวันนี้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับ สนธิสัญญา เอกสาร แผนที่ และกระบวนการปักปันเขตแดนที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
จากนี้จึงต้องจับตาว่า อันวาร์จะนำความเข้าใจเรื่องภูมิหลังดังกล่าวมาใช้กับบทบาทของตนต่อปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างไร และจะยังคงจำกัดบทบาทอยู่ที่การประสานให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน หรือจะให้ความสำคัญกับ ที่มาของข้อพิพาทและกระบวนการกำหนดเขตแดนในอดีต มากขึ้น
เพราะหากจะคลี่คลายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน การหยุดความขัดแย้งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือการหาข้อยุติเรื่องเขตแดนผ่านหลักฐานและกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน
#NEWS1 รายงาน


