ชื่อของ **ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ “หมอสรณ”** ประธาน กสทช. กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องสถานะและคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง หลังรัฐบาลเดินหน้าตามขั้นตอนให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. แต่เมื่อย้อนดูเส้นทางในอดีตกลับพบว่า นายแพทย์โรคหัวใจรายนี้มีความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูงทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุค “ลุงตู่-ลุงป้อม” และล่าสุดยังมีการเปิดเผยว่า **นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน ก็เป็นหนึ่งในคนไข้ที่หมอสรณดูแลมานานนับสิบปี**
นพ.สรณเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และมีเส้นทางในแวดวงการแพทย์มายาวนาน ก่อนเข้าสู่บทบาททางการเมืองและองค์กรอิสระ โดยในปี 2558 สื่อด้านสาธารณสุข Hfocus เคยรายงานชื่อของหมอสรณในฐานะหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองว่าอาจเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมระบุในเวลานั้นว่า หมอสรณมีความสนิทสนมกับบิ๊ก คสช. ทั้ง **พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ**
จึงทำให้ชื่อของ “หมอสรณ” ไม่ได้เป็นที่รู้จักเฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังถูกเชื่อมโยงกับบุคคลระดับสูงในแวดวงการเมืองและกองทัพมาอย่างยาวนาน
ต่อมา นพ.สรณได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ **ประธาน กสทช.** โดยเว็บไซต์สำนักงาน กสทช. ระบุชื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในตำแหน่งดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
แต่ประเด็นที่ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ทางการเมืองของหมอสรณกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หลัง **นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์** ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่า หนึ่งในคนไข้ของหมอสรณที่ดูแลกันมานานเป็นสิบ ๆ ปี ก่อนหมอสรณจะเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ก็คือ **นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี**
นายพิชัยระบุถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวในลักษณะว่า นายชวรัตน์เป็นหนึ่งในคนไข้ที่ นพ.สรณดูแลมาเป็นระยะเวลานาน ก่อนที่หมอสรณจะเข้าสู่ตำแหน่งประธาน กสทช. โดยสื่อหลายแห่งนำข้อมูลดังกล่าวไปรายงานต่อในวันเดียวกัน
ข้อมูลนี้จึงทำให้ภาพความสัมพันธ์ของหมอสรณมีมิติที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
เพราะในอดีตชื่อของเขาเคยถูกเชื่อมโยงในฐานะแพทย์ที่มีความสนิทสนมกับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ และ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร
ขณะที่ล่าสุดกลับปรากฏข้อมูลว่า บิดาของ “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็เป็นคนไข้ที่หมอสรณดูแลมาเป็นเวลานับสิบปีเช่นเดียวกัน
และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อวันนี้ผู้ที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ของหมอสรณ กลับเป็น **นายอนุทิน ชาญวีรกูล** ในฐานะนายกรัฐมนตรี
นายอนุทินเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมว่า ได้ดำเนินการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.แล้ว โดยยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและคำแนะนำของฝ่ายกฎหมาย และรัฐบาลไม่มีอำนาจเข้าไปกำกับการทำงานของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ
ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ก็ยืนยันว่า ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย โดยหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีคือการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ตามกระบวนการเท่านั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีปลดประธาน กสทช.
ดังนั้น แม้จะมีความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างหมอสรณกับครอบครัวชาญวีรกูลในฐานะแพทย์กับคนไข้ แต่ในทางกฎหมาย นายอนุทินยืนยันว่าการดำเนินการเรื่องตำแหน่ง กสทช. เป็นไปตามหน้าที่และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ขณะเดียวกัน นพ.สรณเองยังออกมายืนยันว่า ตนประกอบวิชาชีพแพทย์มาก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น กสทช. และมองว่าการรักษาคนไข้เป็นการทำหน้าที่แพทย์โดยสุจริต พร้อมตั้งคำถามว่า การรักษาคนไข้จะกระทบต่อการทำหน้าที่ใน กสทช. อย่างไร
ประเด็นเรื่องการประกอบวิชาชีพแพทย์นี่เองที่กลายเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของหมอสรณ หลังมีการพิจารณาว่าการยังทำหน้าที่แพทย์และได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ ก่อนกระบวนการนำไปสู่การดำเนินการให้พ้นจากตำแหน่ง
เรื่องนี้จึงทำให้เส้นทางของ “หมอสรณ” กลับมาถูกเปิดดูอีกครั้ง
จากแพทย์โรคหัวใจชื่อดัง ผู้รักษาคนไข้ระดับผู้มีอำนาจและนักการเมือง
เคยมีรายงานว่าสนิทสนมกับสองบิ๊ก คสช. อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร
ก่อนขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธาน กสทช.
และล่าสุดยังถูกเปิดเผยว่า หนึ่งในคนไข้ที่ดูแลกันมานานนับสิบปี คือ **ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของนายกรัฐมนตรีอนุทิน**
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในฐานะแพทย์กับคนไข้ หรือความสนิทสนมส่วนบุคคลกับนักการเมือง **ไม่ได้เป็นหลักฐานในตัวเองว่ามีการแทรกแซงหรือเอื้อประโยชน์ทางการเมือง** การจะสรุปว่ามีผลต่อการแต่งตั้งหรือการทำหน้าที่ของ กสทช. จำเป็นต้องมีหลักฐานอื่นมารองรับ
แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นข้อมูลที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
เพราะบุคคลคนเดียวมีเส้นความสัมพันธ์ย้อนกลับไปถึงผู้นำการเมืองต่างยุค ทั้ง “ลุงตู่-ลุงป้อม” ในยุค คสช. และครอบครัวของ “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน
และวันนี้ กลับเป็นนายอนุทินเองที่ต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย นำกระบวนการพ้นจากตำแหน่งของแพทย์ผู้ที่เคยดูแลบิดาของตนมานานนับสิบปีเดินหน้าต่อไป
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเก้าอี้ประธาน กสทช.
แต่เป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมได้เห็นว่า ในแวดวงอำนาจของประเทศไทย เส้นทางระหว่าง **แพทย์ นักการเมือง นายทหาร และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ** บางครั้งก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันมายาวนานกว่าที่หลายคนเคยรับรู้
#NEWS1 รายงาน
นพ.สรณเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และมีเส้นทางในแวดวงการแพทย์มายาวนาน ก่อนเข้าสู่บทบาททางการเมืองและองค์กรอิสระ โดยในปี 2558 สื่อด้านสาธารณสุข Hfocus เคยรายงานชื่อของหมอสรณในฐานะหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองว่าอาจเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมระบุในเวลานั้นว่า หมอสรณมีความสนิทสนมกับบิ๊ก คสช. ทั้ง **พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ**
จึงทำให้ชื่อของ “หมอสรณ” ไม่ได้เป็นที่รู้จักเฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังถูกเชื่อมโยงกับบุคคลระดับสูงในแวดวงการเมืองและกองทัพมาอย่างยาวนาน
ต่อมา นพ.สรณได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ **ประธาน กสทช.** โดยเว็บไซต์สำนักงาน กสทช. ระบุชื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในตำแหน่งดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
แต่ประเด็นที่ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ทางการเมืองของหมอสรณกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หลัง **นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์** ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่า หนึ่งในคนไข้ของหมอสรณที่ดูแลกันมานานเป็นสิบ ๆ ปี ก่อนหมอสรณจะเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ก็คือ **นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี**
นายพิชัยระบุถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวในลักษณะว่า นายชวรัตน์เป็นหนึ่งในคนไข้ที่ นพ.สรณดูแลมาเป็นระยะเวลานาน ก่อนที่หมอสรณจะเข้าสู่ตำแหน่งประธาน กสทช. โดยสื่อหลายแห่งนำข้อมูลดังกล่าวไปรายงานต่อในวันเดียวกัน
ข้อมูลนี้จึงทำให้ภาพความสัมพันธ์ของหมอสรณมีมิติที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
เพราะในอดีตชื่อของเขาเคยถูกเชื่อมโยงในฐานะแพทย์ที่มีความสนิทสนมกับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ และ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร
ขณะที่ล่าสุดกลับปรากฏข้อมูลว่า บิดาของ “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็เป็นคนไข้ที่หมอสรณดูแลมาเป็นเวลานับสิบปีเช่นเดียวกัน
และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อวันนี้ผู้ที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ของหมอสรณ กลับเป็น **นายอนุทิน ชาญวีรกูล** ในฐานะนายกรัฐมนตรี
นายอนุทินเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมว่า ได้ดำเนินการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.แล้ว โดยยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและคำแนะนำของฝ่ายกฎหมาย และรัฐบาลไม่มีอำนาจเข้าไปกำกับการทำงานของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ
ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ก็ยืนยันว่า ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย โดยหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีคือการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ตามกระบวนการเท่านั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีปลดประธาน กสทช.
ดังนั้น แม้จะมีความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างหมอสรณกับครอบครัวชาญวีรกูลในฐานะแพทย์กับคนไข้ แต่ในทางกฎหมาย นายอนุทินยืนยันว่าการดำเนินการเรื่องตำแหน่ง กสทช. เป็นไปตามหน้าที่และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ขณะเดียวกัน นพ.สรณเองยังออกมายืนยันว่า ตนประกอบวิชาชีพแพทย์มาก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น กสทช. และมองว่าการรักษาคนไข้เป็นการทำหน้าที่แพทย์โดยสุจริต พร้อมตั้งคำถามว่า การรักษาคนไข้จะกระทบต่อการทำหน้าที่ใน กสทช. อย่างไร
ประเด็นเรื่องการประกอบวิชาชีพแพทย์นี่เองที่กลายเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของหมอสรณ หลังมีการพิจารณาว่าการยังทำหน้าที่แพทย์และได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ ก่อนกระบวนการนำไปสู่การดำเนินการให้พ้นจากตำแหน่ง
เรื่องนี้จึงทำให้เส้นทางของ “หมอสรณ” กลับมาถูกเปิดดูอีกครั้ง
จากแพทย์โรคหัวใจชื่อดัง ผู้รักษาคนไข้ระดับผู้มีอำนาจและนักการเมือง
เคยมีรายงานว่าสนิทสนมกับสองบิ๊ก คสช. อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร
ก่อนขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธาน กสทช.
และล่าสุดยังถูกเปิดเผยว่า หนึ่งในคนไข้ที่ดูแลกันมานานนับสิบปี คือ **ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของนายกรัฐมนตรีอนุทิน**
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในฐานะแพทย์กับคนไข้ หรือความสนิทสนมส่วนบุคคลกับนักการเมือง **ไม่ได้เป็นหลักฐานในตัวเองว่ามีการแทรกแซงหรือเอื้อประโยชน์ทางการเมือง** การจะสรุปว่ามีผลต่อการแต่งตั้งหรือการทำหน้าที่ของ กสทช. จำเป็นต้องมีหลักฐานอื่นมารองรับ
แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นข้อมูลที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
เพราะบุคคลคนเดียวมีเส้นความสัมพันธ์ย้อนกลับไปถึงผู้นำการเมืองต่างยุค ทั้ง “ลุงตู่-ลุงป้อม” ในยุค คสช. และครอบครัวของ “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน
และวันนี้ กลับเป็นนายอนุทินเองที่ต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย นำกระบวนการพ้นจากตำแหน่งของแพทย์ผู้ที่เคยดูแลบิดาของตนมานานนับสิบปีเดินหน้าต่อไป
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเก้าอี้ประธาน กสทช.
แต่เป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมได้เห็นว่า ในแวดวงอำนาจของประเทศไทย เส้นทางระหว่าง **แพทย์ นักการเมือง นายทหาร และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ** บางครั้งก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันมายาวนานกว่าที่หลายคนเคยรับรู้
#NEWS1 รายงาน


