กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในสังคม หลัง **อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย** เดินหน้าจัดระเบียบ ป.ครั้งใหญ่ โดยประกาศแนวทาง **ห้ามพก ป.ออกนอกบ้านอย่างเข้มงวด** พร้อมสั่งทบทวนระบบใบอนุญาตและผลักดันการแก้กฎหมาย ป.ทั้งระบบ
คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ รัฐบาลกำลัง **โฟกัสถูกจุดหรือไม่** เพราะผู้ที่ใช้ ป.เถื่อนก่ออาชญากรรมเป็นคนที่อยู่นอกระบบตั้งแต่แรก ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีทะเบียนให้ต่ออายุ และไม่ได้สนใจกฎเกณฑ์การพกพา ขณะที่มาตรการหลายข้อที่กำลังถูกผลักดันกลับส่งผลโดยตรงต่อประชาชนที่มี ป.และใบอนุญาตอย่างถูกต้อง
ประเด็นยิ่งร้อนขึ้น หลัง **ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย** เปิดเผยว่า ร่างแก้ไขกฎหมาย ป.ฉบับใหม่จัดทำเสร็จแล้ว มีประมาณ **100 มาตรา ภายใต้หลักการ 24 ข้อ** เตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเป้าหมายจัดระเบียบการครอบครองและการใช้ ป.ใหม่ทั้งระบบ
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนระบบ **ใบ ป.4 ซึ่งเดิมไม่มีวันหมดอายุ ให้ต้องต่ออายุทุก 3 ปี** รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครอง การควบคุมกระสุน และมาตรการเกี่ยวกับ ป.ที่อยู่ในระบบเดิม นั่นหมายความว่าแม้ประชาชนจะเคยผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากรัฐอย่างถูกต้องแล้ว ก็อาจต้องกลับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเป็นระยะอีกครั้ง
จุดนี้จึงเกิดเสียงตั้งคำถามว่า **เหตุใดคนที่อยู่ในระบบและทำตามกฎหมายอยู่แล้วจึงกลายเป็นกลุ่มที่ถูกเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้น** ขณะที่ผู้ครอบครอง ป.เถื่อนไม่มี ป.4 ให้ต่อ ไม่มีทะเบียนให้ตรวจ และไม่เข้าสู่กระบวนการเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อเท็จจริงครบถ้วน ร่างกฎหมายใหม่ **ไม่ได้ปล่อย ป.เถื่อน** เพราะมีแนวทางเพิ่มโทษการครอบครอง ป.ผิดกฎหมายด้วย ดังนั้นข้อถกเถียงสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาล “ไม่ทำอะไรกับ ป.เถื่อนเลย” แต่เป็นคำถามเรื่อง **น้ำหนักและทิศทางของนโยบาย** ว่าเหตุใดมาตรการที่เห็นชัดจำนวนมากจึงมุ่งเพิ่มข้อจำกัดต่อผู้ครอบครอง ป.ในระบบ ขณะที่สังคมต้องการเห็นการทลายแหล่งผลิต ดัดแปลง ซื้อขาย และเครือข่าย ป.เถื่อนอย่างจริงจังด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรียังเผชิญกระแสวิจารณ์จากคำให้สัมภาษณ์กรณี **คนร้ายบุกบ้านและเจ้าของบ้านใช้ ป.ป้องกันตัว** ซึ่งนายกฯ ตอบในทำนองว่า **“ลั่นไกใส่โจรในบ้านก็ผิด”** ก่อนจะออกมาชี้แจงภายหลังว่า **พูดสั้นไป** และการป้องกันตัวต้องพิจารณาความสมควรแก่เหตุและเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย
ในทางกฎหมาย การใช้ ป.กับผู้บุกรุกไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบ้านจะมีความผิดทุกกรณี เพราะประมวลกฎหมายอาญามีหลัก **การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย** เมื่อมีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง หากการป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ประเด็นนี้จึงทำให้คำพูดของนายกรัฐมนตรีถูกนักกฎหมายบางส่วนออกมาโต้แย้งอย่างหนัก
เสียงวิจารณ์จึงพุ่งกลับมายังรัฐบาลว่า หากเป้าหมายคือ **ลดอาชญากรรมและความรุนแรงจาก ป.** สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นควบคู่กันคือการกวาดล้าง ป.เถื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่แหล่งผลิตและดัดแปลง การซื้อขายใต้ดินและออนไลน์ การลักลอบนำเข้า ไปจนถึงการสาวถึงเครือข่ายที่นำ ป.ผิดกฎหมายเข้าสู่มืออาชญากร
เพราะสุดท้าย คนที่ตั้งใจใช้ **ป.เถื่อนก่ออาชญากรรม** ย่อมไม่เดินเข้าที่ว่าการอำเภอเพื่อต่อใบอนุญาตทุก 3 ปีอยู่แล้ว ขณะที่ประชาชนซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายกลับเป็นกลุ่มที่รัฐสามารถตรวจสอบและบังคับใช้เงื่อนไขใหม่ได้ง่ายที่สุด
โจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบจึงไม่ใช่เพียงว่า **จะคุม ป.ให้เข้มแค่ไหน** แต่ต้องทำให้สังคมเห็นด้วยว่า จะจัดการ **ป.เถื่อนและผู้ที่นำ ป.ไปก่ออาชญากรรมอย่างไร** พร้อมรักษาสมดุลกับสิทธิของประชาชนสุจริตในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
#NEWS1 รายงาน


