ปมหนี้ 11 ล้านบาทที่ถูกกล่าวถึงภายหลังเหตุการณ์ภายในองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ยังมีข้อโต้แย้งจากหลายฝ่าย ล่าสุด เฉลิมพล นิยมสินธุ์ อดีตประธานสภา อบจ.นนทบุรี ออกมาเปิดอีกมุม พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาและเส้นทางของเงิน หลังมีการกล่าวอ้างว่า ฉลอง เรี่ยวแรง เคยให้ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรีผู้ล่วงลับ กู้ยืมเงินจำนวน 11 ล้านบาท
การแถลงดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจ Ittipat Pinrarod โดยฝ่ายผู้แถลงระบุว่า ต้องการทวงคืนศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมให้ พ.ต.อ.ธงชัย พร้อมโต้ข้อกล่าวอ้างเรื่องหนี้ที่ถูกนำเสนอออกมาก่อนหน้านี้
เฉลิมพลตั้งคำถามว่า หากมีการให้กู้เงิน 11 ล้านบาทจริง ซึ่งไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย ก็ควรมีรายละเอียดที่สามารถตรวจสอบได้ว่า กู้เมื่อใด ส่งมอบเงินอย่างไร เงินมาจากบัญชีใด ไปถึงใคร และมีข้อตกลงเรื่องการชำระคืนอย่างไร
โดยเฉพาะ “เส้นทางการเงิน” ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยว่าธุรกรรมจำนวน 11 ล้านบาทเกิดขึ้นจริงหรือไม่
อดีตประธานสภา อบจ.นนทบุรียังหยิบคำพูดจากบทสนทนาก่อนเกิดเหตุขึ้นมาอ้างอิง โดยระบุว่า จากบทสนทนาที่มีการเผยแพร่ นายฉลองพูดถึงการที่ตนเคย “จ่ายเงิน” รวมถึงเรื่องการ “สละสิทธิ์” ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2552
เฉลิมพลจึงตั้งข้อสังเกตว่า ในบทสนทนาดังกล่าว สิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมีนัยสำคัญกลับเป็นเรื่องการสละสิทธิ์ไม่ลงเลือกตั้ง ขณะที่ตนไม่พบการพูดถึงรายละเอียดของ เงินกู้ 11 ล้านบาท อย่างชัดเจน
จึงเกิดคำถามตามมาว่า การเข้าไปพบ พ.ต.อ.ธงชัยในวันดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นการเข้าไป ทวงหนี้ 11 ล้านบาท หรือเป็นการพูดถึงเรื่องอื่นที่มีที่มาจากความสัมพันธ์และเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นการตีความและข้อโต้แย้งของฝ่ายผู้แถลง จึงยังไม่สามารถนำไปสรุปได้ว่าหนี้ 11 ล้านบาทไม่มีอยู่จริง
อีกประเด็นที่เฉลิมพลหยิบขึ้นมาตั้งข้อสังเกต คือ บัญชีทรัพย์สิน
โดยกล่าวถึงบัญชีทรัพย์สินที่นายฉลองเคยยื่นในอดีต และนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลทรัพย์สินของ พ.ต.อ.ธงชัยที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ซึ่งฝ่ายผู้แถลงระบุว่า พ.ต.อ.ธงชัยมีทรัพย์สินมากกว่า 300 ล้านบาท
ก่อนตั้งคำถามต่อหน้าสื่อว่า เมื่อพิจารณาฐานะทางการเงินของทั้งสองฝ่ายแล้ว “ใครจะเป็นคนกู้เงินใคร”
แต่ในประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดว่า จำนวนทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์ว่ามีหรือไม่มีการกู้ยืมเงิน บุคคลที่มีทรัพย์สินจำนวนมากก็สามารถมีหนี้สินหรือทำธุรกรรมกู้ยืมได้ ดังนั้นสิ่งที่จะให้น้ำหนักได้มากกว่าคือหลักฐานของธุรกรรมจริง
ไม่ว่าจะเป็น สัญญากู้ยืม หลักฐานการโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานการส่งมอบเงิน การรับชำระคืน หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเด็น “ตรวจเส้นเงิน” มีความสำคัญต่อการไขข้อสงสัยเรื่อง 11 ล้านบาท
หากมีการให้กู้เงินจริง เส้นทางของเงินย่อมเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สามารถนำมาประกอบการตรวจสอบได้ว่า เงินออกจากแหล่งใด ถูกส่งมอบเมื่อใด และไปถึงผู้ใด
ในทางกลับกัน หากไม่พบเส้นทางการเงิน ก็ยังต้องตรวจสอบต่อว่า มีการส่งมอบเป็นเงินสดหรือมีหลักฐานประเภทอื่นหรือไม่ จึงไม่สามารถใช้เพียงการไม่พบรายการโอนมาสรุปทันทีว่าการกู้ยืมไม่เคยเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ปม “สละสิทธิ์ไม่ลงเลือกตั้ง” ที่ปรากฏอยู่ในคำพูดก่อนเกิดเหตุ ก็เป็นอีกประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบแยกออกจากเรื่องหนี้ 11 ล้านบาทว่า มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ และสิ่งที่นายฉลองกล่าวว่าเคย “จ่าย” นั้นหมายถึงเงินประเภทใด
ดังนั้น ขณะนี้ยังไม่ควรฟันธงว่าปม 11 ล้านบาทเป็น “หนี้จริง” หรือ “ไม่มีหนี้” จนกว่าจะมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อกล่าวอ้างได้
แต่การแถลงของอดีตประธานสภา อบจ.นนทบุรี ได้โยนคำถามสำคัญกลับไปยังข้อกล่าวอ้างเรื่องเงิน 11 ล้านบาทอย่างตรงไปตรงมา
ถ้าเคยมีการให้กู้เงินจริง เงิน 11 ล้านบาทมาจากไหน ส่งมอบอย่างไร และเส้นทางของเงินอยู่ที่ใด?
คำตอบจาก หลักฐานและเส้นทางการเงิน จึงอาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขปมว่า เรื่องราวของเงิน 11 ล้านบาทที่ถูกกล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร
#News1 รายงาน


