กลายเป็นอีกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตรการควบคุม ป.ของรัฐบาล หลังเพจ Chitnarong Jeamnim เผยแพร่คลิปความคิดเห็นของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ซึ่งตั้งคำถามถึงแนวทางของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า การเพิ่มความเข้มงวดกับประชาชนที่ครอบครอง ป.อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะสามารถหยุดคนร้ายที่พร้อมฝ่าฝืนกฎหมายได้จริงหรือไม่
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางนโยบายคุมเข้ม ป.ของรัฐบาล โดยนายอนุทินประกาศแนวทาง ห้ามพกพา ป.ออกจากบ้าน 100% สำหรับบุคคลทั่วไป พร้อมเดินหน้าระงับการออกใบอนุญาตให้มี ป.ติดตัว หรือ ป.12 เป็นการชั่วคราว และเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายอนุทินยังถูกถามถึงกรณีมีโจรบุกรุกเข้าบ้านและเจ้าของบ้านใช้ ป.ลั่นไกใส่ โดยนายกรัฐมนตรีตอบในตอนหนึ่งว่า “ผิด” พร้อมย้ำแนวคิดไม่ต้องการให้ประชาชนพึ่งพา ป.ในการป้องกันตัว
ต่อมา นายกรัฐมนตรีออกมาขยายความว่า คำตอบก่อนหน้านั้นอาจ “พูดสั้นไป” โดยกรณีใช้ ป.กับผู้บุกรุก ผู้กระทำต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และพิสูจน์ว่าการกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ว่าต้องการลดการพึ่งพา ป.ในสังคม
ท่ามกลางแนวทางดังกล่าว พล.ต.ท.เรวัชตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ของนโยบาย โดยชี้ว่า สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ สถิติคดีอาชญากรรมและคดีที่ใช้ ป.ก่อเหตุจะลดลงจริงหรือไม่
พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า แม้รัฐสามารถออกมาตรการควบคุมประชาชนที่เข้าสู่ระบบใบอนุญาตได้ แต่ “เราไปห้ามโจรได้ไหม ไปห้ามวัยรุ่นได้ไหม”
นี่จึงเป็นหัวใจของข้อวิพากษ์วิจารณ์จากเรวัช เพราะคนที่มี ป.อย่างถูกต้องตามกฎหมายจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ระบบการอนุญาตและการตรวจสอบของรัฐอยู่แล้ว ขณะที่คนร้ายหรือผู้ครอบครอง ป.เถื่อนเป็นกลุ่มที่พร้อมฝ่าฝืนกฎหมายตั้งแต่ต้น
เรวัชยังกล่าวประชดถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการว่า ต่อไป “คนร้ายสบาย” เพราะหากจะไปก่อเหตุหรือใช้ ป.กับใคร ก็อาจไม่มีผู้ที่สามารถป้องกันตัวได้ พร้อมตั้งคำถามว่าการควบคุมผู้ปฏิบัติตามกฎหมายจะสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนได้จริงเพียงใด หากรัฐยังไม่สามารถหยุด ป.เถื่อนและคนที่ตั้งใจนำ ป.ไปก่อเหตุได้
นอกจากนี้ เรวัชยังยกตัวอย่าง รปภ.และผู้ปฏิบัติงานขนส่งเงิน ซึ่งอาจต้องดูแลเงินครั้งละ 20–30 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่า บุคคลที่มีความเสี่ยงจากลักษณะงานเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองอย่างไรภายใต้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น
อีกประเด็นที่เรวัชพูดอย่างชัดเจนคือ มาตรการปัจจุบันเป็นการ ระงับการออกใบอนุญาต ไม่ใช่การยกเลิกระบบใบอนุญาตอย่างถาวร
เรวัชจึงมองว่า หากวันหนึ่งมีการเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แนวทางดังกล่าวก็สามารถเปลี่ยนแปลงและกลับเข้าสู่ภาวะเดิมได้
พร้อมระบุว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเห็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน แม้กระทั่งรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็ยังไม่เคยเห็นมาตรการที่ตนมองว่ารุนแรงในระดับนี้
ก่อนกล่าววิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินในลักษณะว่า “เกลียด ป.” “เกลียดชาว ป.” และ “รังเกียจคนมี ป.” และบอกผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายว่า ช่วงนี้คงต้อง “ทำใจ” รอจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี รัฐบาล หรือนโยบาย
ทั้งนี้ ถ้อยคำเรื่อง “นายกฯ เกลียด ป.” เป็นความคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์ของ พล.ต.ท.เรวัช ไม่ใช่คำพูดที่นายอนุทินประกาศว่าตนเกลียดประชาชนผู้ครอบครอง ป.
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการลดการพึ่งพา ป. และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดเหตุอาชญากรรมและเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน
ส่วนในทางกฎหมาย การป้องกันตัวโดยชอบยังได้รับการรับรองตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ดังนั้นกรณีเจ้าของบ้านใช้กำลังกับผู้บุกรุกจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า “ผิดทุกกรณี” แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่าเป็นการป้องกันภยันตรายที่ใกล้จะถึงและเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุหรือไม่
ข้อถกเถียงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ประเทศไทยควรปล่อยให้ประชาชนพก ป.ได้อย่างเสรีหรือไม่ แต่อยู่ที่ รัฐจะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างการควบคุม ป. การจัดการ ป.เถื่อน และสิทธิของประชาชนในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน
และนี่คือสิ่งที่เรวัชท้าทายให้จับตาหลังนโยบายถูกบังคับใช้
หากการคุมเข้มทำให้ คดีอาชญากรรมและการใช้ ป.ก่อเหตุลดลงอย่างชัดเจน ก็จะเป็นผลลัพธ์สนับสนุนแนวทางของรัฐบาล
แต่หากคนที่มี ป.อย่างถูกต้องตามกฎหมายถูกควบคุมเข้มขึ้น ขณะที่ โจร ผู้ก่อเหตุ และ ป.เถื่อนยังคงสร้างปัญหาเช่นเดิม คำถามของเรวัชที่ว่า
“คุมคนมี ป.ถูกกฎหมาย แล้วห้ามโจรได้ไหม?”
ก็จะเป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบด้วยผลลัพธ์ของนโยบาย
#News1 รายงาน


