xs
xsm
sm
md
lg

สะเทือนการศึกษาไทย! รร.เอกชนปิด เด็กหลุดระบบ ครูตกงาน สังคมตลาดล่างพุ่ง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สถานการณ์การศึกษาไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งโรงเรียนเอกชนที่ทยอยขอเลิกกิจการ จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือน ตลอดจนเด็กและเยาวชนอีกจำนวนมากที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา จนเกิดคำถามว่า หากปัญหาเหล่านี้เดินหน้าพร้อมกัน ผลกระทบทางสังคมในระยะยาวจะรุนแรงเพียงใด

ข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ กช. ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า เฉพาะกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนเอกชนยื่นขอเลิกกิจการแล้ว 4 แห่ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการระบุถึงปัจจัยด้าน ภาวะเศรษฐกิจและอัตราการเกิดที่ลดลง พร้อมสั่งสำรวจเพิ่มเติมว่ายังมีโรงเรียนที่เตรียมยื่นขอปิดอีกหรือไม่

ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้แทนโรงเรียนเอกชนเปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศขอปิดกิจการประมาณ 20–30 แห่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตัวแทนภาคโรงเรียนเอกชน จึงไม่ควรระบุว่าเป็นตัวเลขยืนยันอย่างเป็นทางการของกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องจำนวนโรงเรียน คือ เด็กจะไปเรียนที่ไหนหลังโรงเรียนปิด

ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. การขอเลิกกิจการโรงเรียนในระบบต้องดำเนินการล่วงหน้า และต้องมี มาตรการรองรับหรือแผนช่วยเหลือนักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงดำเนินการเรื่องสิทธิและเงินชดเชยของครูและบุคลากรตามกระบวนการที่กำหนด

นั่นหมายความว่า ในทางกฎหมายมีระบบรองรับเด็กและบุคลากรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ ในทางปฏิบัติ เด็กทุกคนสามารถย้ายเข้าสู่โรงเรียนแห่งใหม่ได้จริงหรือไม่

เพราะประเทศไทยกำลังมีปัญหา เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา อยู่ก่อนแล้ว

ข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ภายใต้การดำเนินงาน Thailand Zero Dropout จากเดิมที่มีเด็กและเยาวชนนอกระบบประมาณ 1 ล้านคน ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 600,000 คน

รัฐบาลจึงตั้งเป้าปีงบประมาณ 2569 นำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ 500,000 คนทั่วประเทศ และเดินหน้ามาตรการต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบกลายเป็นวงจรระยะยาว

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับการหลุดออกจากระบบการศึกษา คือ ปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว เด็กบางส่วนจำเป็นต้องออกไปหารายได้ หรือไม่สามารถแบกรับต้นทุนในการศึกษาได้ รัฐบาลจึงผลักดันแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้สามารถเรียนควบคู่กับการสร้างรายได้

เมื่อนำสถานการณ์สองด้านมาวางประกบกัน จึงเกิดภาพที่น่าจับตา

ด้านหนึ่ง รัฐกำลังพยายามนำเด็กหลายแสนคน กลับเข้าสู่ระบบ

แต่อีกด้าน โรงเรียนบางแห่งซึ่งเป็นพื้นที่รองรับเด็กในระบบกำลัง ทยอยเลิกกิจการ

แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าการปิดโรงเรียนเอกชนรอบนี้ทำให้เด็กกลายเป็นเด็กนอกระบบโดยตรง แต่สิ่งที่รัฐต้องป้องกันคือ อย่าให้เด็กหายไประหว่างการส่งต่อจากโรงเรียนเดิมไปยังโรงเรียนใหม่ โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อยที่อาจเผชิญค่าใช้จ่าย ระยะทาง ค่าเดินทาง หรือค่าเล่าเรียนที่เปลี่ยนแปลงหลังต้องย้ายสถานศึกษา

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา

เมื่อโรงเรียนปิด ครูอาจได้รับสิทธิและค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่คำถามหลังจากนั้นคือจะมีงานใหม่รองรับหรือไม่ ในช่วงที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงและโรงเรียนหลายแห่งต้องปรับตัวตามจำนวนผู้เรียน

ส่วนคำถามในพาดหัวว่า “สังคมตลาดล่างพุ่ง?” จึงไม่ใช่ข้อสรุปทางวิชาการว่าการปิดโรงเรียนจะทำให้เกิดผลดังกล่าวโดยตรง แต่เป็นคำถามถึงผลกระทบปลายทาง หากเด็กจำนวนหนึ่งขาดโอกาสทางการศึกษา ขาดทักษะ และเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยข้อจำกัดมากขึ้น

เพราะการศึกษามีความสัมพันธ์กับโอกาสในการประกอบอาชีพ รายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิต การปล่อยให้เด็กหลุดจากระบบจำนวนมากจึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยอาจต้องแบกรับในอนาคต

สถานการณ์ครั้งนี้จึงมีคำถามใหญ่ถึงกระทรวงศึกษาธิการว่า นอกจากกำกับให้โรงเรียนที่เลิกกิจการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จะมีระบบ ติดตามนักเรียนเป็นรายคน หรือไม่ว่าเด็กจากโรงเรียนที่ปิดได้เข้าเรียนในสถานศึกษาแห่งใหม่ครบทุกคน และจะมีมาตรการใดรองรับครอบครัวที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนจากการย้ายโรงเรียนได้

รวมถึงครูและบุคลากรที่ต้องออกจากงาน จะมีมาตรการเชื่อมต่อไปยังตำแหน่งงานในสถานศึกษาอื่นอย่างไร

เพราะโจทย์วันนี้อาจไม่ใช่เพียงว่า “โรงเรียนเอกชนจะปิดอีกกี่แห่ง”

แต่คือประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ เด็กไม่หลุด ครูไม่ถูกทิ้ง และการปิดประตูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ไม่กลายเป็นการปิดประตูอนาคตของเด็กอีกหลายคน

#News1 รายงาน