เปิดบัญชีล้างบาง 5,925 ราย หลุดยกแผง! “เด็กเส้นสีน้ำเงิน” ไล่เส้นเงิน ใครคือตัวบงการ
มหากาพย์ “โกงสอบท้องถิ่น 2568” เดินมาถึงฉากสำคัญ เมื่อคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ประกาศยกเลิกบัญชีเดิมบางส่วนและขึ้นบัญชีใหม่ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569
ตัวเลขที่สะเทือนทั้งกระทรวงมหาดไทยคือ 5,925 ราย ถูกเพิกถอนออกจากบัญชีเดิม ขณะที่ผู้สอบรายอื่นขยับขึ้นมาแทน
นี่ไม่ใช่แค่การ “เปลี่ยนรายชื่อ”
แต่คือการรื้อกระดานสอบครั้งใหญ่ หลังพบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนและกระบวนการสอบ จนรัฐบาลยืนยันว่า การจัดการจะไม่หยุดอยู่ที่การตัดชื่อผู้สอบ หากต้องสาวต่อถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด
และนี่คือจุดที่เรื่องเริ่มใหญ่กว่าการโกงข้อสอบ
เพราะเมื่อเปิดบัญชีใหม่ สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แค่ตัวเลข 5,925 คน แต่มีชื่อบุคคลที่ถูกสังคมจับตาว่าเกี่ยวพันกับ “เครือญาติ–คนใกล้ชิดนักการเมือง–ข้าราชการ” ปรากฏอยู่ในบัญชีเดิม และบางรายไม่ปรากฏในลำดับเดิมหลังการจัดบัญชีใหม่
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครสอบได้ ใครสอบตก”
แต่คือ ใครเข้าถึงข้อสอบ ใครแก้คะแนน ใครรวบรวมคน ใครรับเงิน และเงินไปจบที่ใคร
▪️เปิดบัญชีใหม่ “ชื่อหาย–อันดับเปลี่ยน”
ประกาศ กสถ. รอบใหม่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เมื่อข้อมูลคะแนนถูกนำมาทบทวน รายชื่อและลำดับจำนวนหนึ่งเปลี่ยนไปจากบัญชีเดิม โดย กสถ.ประกาศยกเลิกบัญชีบางส่วนทั้งในกลุ่มพื้นที่ต่างๆ และภาคใต้บางส่วน พร้อมจัดทำบัญชีใหม่ขึ้นมาทดแทน
รายชื่อที่เคยอยู่หัวแถวบางคนหายไปจากตำแหน่งเดิม ขณะที่คนที่เคยอยู่ท้ายบัญชีขยับขึ้นมา
กระดานจึงเปลี่ยนทันทีเมื่อเอาคะแนนที่ถูกต้องกลับมาใส่
นี่คือหลักฐานสำคัญที่ทำให้การตรวจสอบไม่สามารถจบด้วยคำว่า “สอบใหม่แล้วก็จบ”
เพราะต้องย้อนกลับไปถามว่า คะแนนเดิมถูกทำให้ผิดเพี้ยนได้อย่างไร และใครมีอำนาจหรือช่องทางเข้าไปเปลี่ยนมัน
▪️“เครือญาติ–คนใกล้การเมือง” ชื่อหลุดจากบัญชีเดิม
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคือรายชื่อบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือความใกล้ชิดกับบุคคลในแวดวงการเมือง
กรณีที่ถูกเปิดเผยคือ น.ส.มาลี ลีหล้าน้อย และ น.ส.กรรณิการ์ ลีหล้าน้อย ซึ่งมีนามสกุลเดียวกับ นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรายงานระบุว่า ทั้งสองเคยอยู่ลำดับที่ 4 และ 16 ในบัญชีเดิม
แต่รอบนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในลำดับดังกล่าวหลังการจัดบัญชีใหม่!!
การปรากฏชื่อในบัญชีเดิมและการเปลี่ยนแปลงหลังการจัดบัญชีใหม่ ย่อมเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบต่อว่า คะแนนเปลี่ยนเพราะเหตุใด และมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตหรือไม่
อีกชื่อคือ นายชยุตพงศ์ ชูแก้ว ซึ่งถูกระบุว่าเป็นน้องชายของนายรัชพงศ์ ชูแก้ว อดีตเลขานุการของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
เคยสอบตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ศูนย์สอบนครศรีธรรมราช และอยู่ลำดับที่ 2 ในบัญชีเดิม ก่อนจะไม่อยู่ในลำดับเดิมหลังประกาศบัญชีใหม่
เมื่อคดีนี้มีข้อกล่าวหาว่าการสอบถูกแทรกแซง การตรวจสอบความสัมพันธ์ของผู้สอบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
▪️จาก “คนสอบ” ลากเข้ากระทรวงมหาดไทย
จุดที่ทำให้คดีนี้ร้อนขึ้นหลายเท่าคือ เส้นทางการตรวจสอบไม่ได้หยุดอยู่กับผู้สมัคร
แต่กำลังลากเข้าไปถึง กลไกของรัฐ
ก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่ามีข้าราชการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบถูกตรวจสอบ รวมถึงการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง อาทิเช่น
นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต
นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
หากการสอบถูกบิดเบือนจริง คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า ระบบรักษาความปลอดภัยข้อสอบถูกเจาะตรงไหน
กระดาษคำตอบหลุดมือใคร
คะแนนถูกแก้จากโต๊ะไหน
และที่สำคัญ
ใครสามารถสั่งการหรือประสานงานข้ามหน่วยงานได้
▪️“จ่าพิชิต” จุดร้อนของคดีแก้กระดาษคำตอบ
ชื่อที่กลายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของคดีคือ จ.ส.ต.ดร.พิชิต ทั้งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานที่แห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับกระบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบ และพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการแก้คะแนน
ต่อมา จ่าพิชิต ถูกดำเนินคดีและถูกนำตัวฝากขัง โดยศาลไม่ให้ประกันในชั้นดังกล่าว
จุดนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ใครสอบผ่าน” อีกต่อไป
แต่เป็นเรื่องของ กลไกแก้กระดาษคำตอบ
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามีการแก้คะแนนเป็นขบวนการจริง คนที่นั่งอยู่ปลายทางของการแก้คะแนนอาจไม่ใช่คนเดียวกับคนที่สั่งให้แก้
และนั่นทำให้คดีต้องเดินต่อจาก “มือทำ” ไปหา “คนสั่ง”
▪️คลิปเสียง “ทรงศักดิ์” ถูกพาดพิง แต่ยังไม่มีหลักฐานชี้ตัว
อีกเส้นที่ถูกลากเข้าสู่การเมืองคือกรณีคลิปเสียงที่มีการพาดพิงถึงนักการเมือง
นายทรงศักดิ์ ทองศรี ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น และระบุว่าพร้อมดำเนินการทางกฎหมายหากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเสียหาย
คลิปเสียงอาจเป็นเบาะแส แต่เบาะแสจะกลายเป็นหลักฐานได้!!
▪️จุดชี้เป็นชี้ตายอยู่ที่ “เส้นเงิน”
นี่คือหัวใจของคดี เพราะรายชื่อ 5,925 คนอาจบอกได้ว่า ใครได้รับผลกระทบจากบัญชีใหม่
แต่ไม่ได้ตอบว่า ใครอยู่เบื้องหลังขบวนการ
รัฐบาลระบุว่า การตรวจสอบจะเดินต่อทั้งทางอาญา วินัย แพ่ง และจริยธรรม ขณะที่ ปปง.กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย และยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ในขณะนี้
นี่ต่างหากคือ “ระเบิดเวลาลูกใหญ่”
เพราะถ้ามีการซื้อขายตำแหน่งจริง เงินย่อมทิ้งร่องรอย
เงินออกจากใคร
เข้าบัญชีใคร
ผ่านนายหน้าคนไหน
กระจายต่อให้ใคร
และสุดท้าย
ไปถึงคนที่มีอำนาจสั่งการหรือไม่
ถ้าเส้นเงินหยุดอยู่แค่ผู้สมัครกับนายหน้า คดีก็อาจจบที่ระดับปฏิบัติการ
แต่ถ้าเงินวิ่งต่อไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง
เกมจะเปลี่ยนทันที
▪️13 หมายเรียก คืออีกชั้นของคำตอบ
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา 13 ราย โดยมีทั้งกลุ่มที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกระดาษคำตอบ ขณะที่มีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว. อยู่ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีด้วย
นี่คือจุดที่ต้องจับตา
เพราะจากเดิมที่สังคมเห็นเพียง “ผู้สอบ”
วันนี้คดีขยับขึ้นไปถึง
ผู้จัดสอบ–ผู้ปฏิบัติการ–ผู้แก้คะแนน–ผู้เกี่ยวข้องในระบบราชการ
แต่ยังมีคำถามใหญ่ที่สุดที่ไม่มีคำตอบ
แล้วคนสั่งอยู่ที่ไหน?
▪️4 คำถามที่มหาดไทยหนีไม่พ้น
หนึ่ง ใครเปิดประตูให้แก้คะแนน
ต้องตอบให้ได้ว่า ใครเข้าถึงกระดาษคำตอบและข้อมูลคะแนน ใครมีสิทธิ์แก้ไข และระบบควบคุมตรวจสอบล้มเหลวตรงไหน
สอง ใครเป็นนายหน้า
ใครเป็นคนรวบรวมผู้ต้องการตำแหน่ง ใครเรียกรับเงิน และใครเป็นผู้รับประกันว่า “จ่ายแล้วได้”
สาม เงิน 200 รายวิ่งไปไหน
นี่คือภารกิจของ ปปง. เพราะเส้นเงินอาจตอบคำถามที่พยานปากเปล่าตอบไม่ได้
สี่ เงินจะไปถึง “คนมีอำนาจ” หรือไม่
นี่คือคำถามที่ใหญ่ที่สุด ว่า มีนักการเมืองคนใดเป็น “ผู้บงการใหญ่” หรือไม่
▪️บัญชีใหม่คือ “จุดเริ่ม” ไม่ใช่ “จุดจบ”
การล้างบัญชี 5,925 รายอาจทำให้ระบบสอบกลับมาสะอาดขึ้นหนึ่งระดับ
แต่ไม่ได้แปลว่า ขบวนการโกงถูกล้างทั้งระบบ
เพราะการเอาชื่อคนออกจากบัญชี เป็นเพียงการแก้ “ปลายเหตุ”
สิ่งที่ต้องลากออกมาให้ได้คือ โครงสร้างของขบวนการ
ใครเป็นคนหาลูกค้า
ใครเก็บเงิน
ใครประสานงาน
ใครเปิดช่องให้แก้คะแนน
ใครสั่งการ
และใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ตัวจริง
ที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ใช้ความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือความเป็นเครือญาติเป็นคำพิพากษาแทนหลักฐาน
คนมีนามสกุลดัง ไม่ได้แปลว่าโกง
คนใกล้นักการเมือง ไม่ได้แปลว่าผิด
นักการเมืองถูกพาดพิง ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้บงการ
แต่ในทางกลับกัน
ความสัมพันธ์เหล่านี้ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังไม่ให้ตรวจสอบ
เพราะคดีนี้ไม่ได้ต้องการแค่ “แพะ”
มันต้องการ ตัวการ
และคำตอบสุดท้ายจะไม่ได้อยู่ที่บัญชี 5,925 ราย
แต่อยู่ที่ กระดาษคำตอบ 1 ใบ เงิน 1 ก้อน และคำสั่ง 1 คำสั่ง
ถ้าสามสิ่งนี้ต่อกันติดเมื่อไร
ชื่อของคนที่อยู่บนสุดของขบวนการ ก็ไม่มีทางหลบอยู่หลังมหาดไทยได้ตลอดไป


