หลัง NEWS1 นำเสนอประเด็นจากเพจ “ภาษีภาษาคน : เป๊กทำมาสรณ์” ซึ่งสะท้อนผลกระทบของผู้ประกอบการที่ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง โดยผู้ให้ข้อมูลระบุว่า จากประสบการณ์ที่มีผู้ประกอบการเข้ามาขอคำปรึกษา พบว่าบางรายต้องเผชิญภาระภาษีเป็นเงินก้อนใหญ่จนเกิดความเครียดอย่างหนัก บางคนไม่อยากทำธุรกิจต่อ และมีการกล่าวถึงกรณีที่ความเครียดรุนแรงถึงขั้น “ฆตต.” ว่ามีเกิดขึ้นจริง
ภายหลังการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในช่องทางของ NEWS1 โดยหลายความเห็นสะท้อนความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาภาษีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่ตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี แต่อาจเกิดกับผู้ประกอบการรายเล็กที่เริ่มต้นค้าขายโดยไม่มีความรู้ด้านบัญชีและภาษีเพียงพอ เมื่อกิจการค่อยๆ เติบโต มีรายได้และธุรกรรมเพิ่มขึ้น ความผิดพลาดที่สะสมไว้จึงอาจกลายเป็นภาระภาษีย้อนหลังจำนวนมากในภายหลัง
หนึ่งในความคิดเห็นระบุว่า “ไอ้หน้าเหลี่ยมหมื่นกว่าล้านไม่กล้าเก็บ” ขณะที่อีกความคิดเห็นระบุว่า “ขูดรีดแต่คนรายได้น้อย คนรวยเลี่ยงภาษีสบายเลย” ซึ่งเป็นความคิดเห็นของผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ใช่ข้อสรุปของ NEWS1 แต่สะท้อนคำถามสำคัญที่ประชาชนกำลังตั้งต่อความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายภาษี
สำหรับผู้ประกอบการ SME บางราย ปัญหาอาจเริ่มตั้งแต่วันที่กิจการยังมีขนาดเล็ก เจ้าของทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่ได้มีนักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การตรวจสอบย้อนหลังจึงอาจทำให้พบภาระที่เจ้าของกิจการไม่เคยเตรียมเงินสำรองเอาไว้ หากรวมทั้งภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ยิ่งอาจสร้างผลกระทบต่อสภาพคล่อง การดำเนินธุรกิจ ครอบครัว ตลอดจนสภาพจิตใจของผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ตึงตัว การติดตามจัดเก็บภาษีย้อนหลังจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าหนักหนาสำหรับ “คนตัวเล็ก” และนำไปสู่คำถามว่า หากรัฐต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ การบังคับใช้กฎหมายกับผู้เสียภาษีทุกกลุ่มมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่
คำถามดังกล่าวยิ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับกรณีภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ให้การประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมาย โดยยอดภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่มีการรายงานอยู่ที่ประมาณ 17,600 ล้านบาท หรือ 1.76 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามในวันนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า “ประชาชนต้องเสียภาษีหรือไม่” เพราะหน้าที่ทางภาษียังคงต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่คำถามอีกด้านคือ เมื่อคนตัวเล็กถูกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอย่างจริงจังแล้ว คดีภาษีมูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีดำเนินการจัดเก็บไปถึงขั้นตอนไหน และรัฐสามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือบุคคลที่มีฐานะและอำนาจ ทุกคนอยู่ภายใต้มาตรฐานภาษีเดียวกัน
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ความคิดเห็นหลังข่าวของ NEWS1 ไม่ได้พูดถึงเพียงความเดือดร้อนจากภาษีย้อนหลัง แต่กำลังสะท้อนความรู้สึกที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ประชาชนต้องการเห็นความเป็นธรรมและมาตรฐานเดียวกันในการจัดเก็บภาษีจากทุกคน
#News1 รายงาน


