คดีตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก เพื่อพิจารณาว่าการเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ท่ามกลางกระแสจับตาว่าคดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการดำเนินคดีทุจริตเลือกตั้งในอนาคต
ล่าสุด วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย แสดงความคิดเห็นในหัวข้อ "หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว.67" โดยเสนอแนวทางการพิจารณาคดีว่า ควรใช้หลักการประเมินพยานหลักฐานแบบองค์รวม (Totality of the Evidence) มากกว่าการพิจารณาพยานแต่ละชิ้นแยกจากกัน
วัสระบุว่า คดีลักษณะนี้ไม่ควรมุ่งสอบสวนเฉพาะผู้กระทำรายบุคคล แต่ต้องตรวจสอบการดำเนินการทั้งโครงสร้าง หากพบว่าพยานหลักฐานหลายด้านเชื่อมโยงกัน ก็อาจสะท้อนถึงการกระทำที่เป็นระบบและมีการวางแผนร่วมกัน
พยานหลักฐานที่เห็นว่าควรนำมาประกอบการพิจารณา ได้แก่ หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ พยานวัตถุ ข้อมูลดิจิทัล เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ รวมถึงพฤติการณ์ก่อน ระหว่าง และหลังวันลงคะแนนเลือก สว.
นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในเวทีเสวนา "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2" ซึ่งมีการนำเสนอข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการจัดรถรับส่ง การออกค่าเดินทาง การจัดที่พัก การจัดทำโพยลงคะแนน การยึดเอกสาร สว.3 การให้ลงนามใบลาออกล่วงหน้า และการเสนอผลประโยชน์ทางการเงิน รวมถึงการอ้างว่ามีการกำหนดตัวผู้ได้รับเลือกไว้ล่วงหน้า
วัสยังยกเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่เห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ได้แก่ รูปแบบคะแนนที่ผิดธรรมชาติในหลายกลุ่มอาชีพ การกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือกในบางจังหวัด และหลักฐานดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว เห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยของศาล
ด้วยเหตุนี้ วัสจึงเสนอว่า หากตนเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเห็นให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน โดยเห็นว่าการดำเนินคดีควรมุ่งจัดการทั้งขบวนการ มากกว่าการพิจารณาเป็นรายบุคคล
อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์และข้อเสนอทางวิชาการของวัส ติงสมิตร ขณะที่การวินิจฉัยว่ามีการทุจริตเลือกตั้งหรือไม่ รวมถึงการส่งเรื่องต่อศาลฎีกา ยังคงเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลฎีกาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
#NEWS1 รายงาน


