นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ได้รับใบสั่งจราจรและไม่ชำระค่าปรับ อาจไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ หรือ "ป้ายภาษี" ฉบับจริง หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรเข้ากับระบบการต่อภาษีรถประจำปี
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ลดปัญหาใบสั่งค้างชำระที่สะสมมานาน และสร้างวินัยการใช้รถใช้ถนน โดยจะใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และไม่มีผลย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวกำลังถูกจับตาว่า อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายกรณี โดยเฉพาะรถที่ไม่ได้มีผู้ใช้งานเพียงคนเดียว
ตัวอย่างที่ถูกพูดถึง ได้แก่ รถบริษัท รถเช่า รถของหน่วยงาน รถที่สมาชิกในครอบครัวใช้ร่วมกัน หรือรถที่เจ้าของให้ผู้อื่นยืมใช้ หากผู้ขับขี่เป็นผู้กระทำผิดกฎจราจร แต่ไม่ยอมชำระค่าปรับ ผลกระทบอาจตกไปถึงเจ้าของรถในวันที่ต้องต่อภาษีประจำปี
หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่า มาตรการนี้อาจทำให้ เจ้าของรถต้องรับภาระจากการกระทำของผู้อื่น ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ขับขี่ในวันที่เกิดเหตุ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการในทางปฏิบัติ เช่น รถของบริษัทที่มีพนักงานหลายคนใช้ร่วมกัน รถเช่าที่เปลี่ยนผู้เช่าอยู่ตลอดเวลา หรือรถภายในครอบครัวที่สมาชิกผลัดกันใช้ ซึ่งอาจทำให้การติดตามผู้กระทำผิดตัวจริงทำได้ยาก
อีกประเด็นที่หลายคนอยากเห็นความชัดเจน คือ หากเกิดกรณีโต้แย้งใบสั่ง ข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือเจ้าของรถไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด จะมีขั้นตอนอุทธรณ์และแก้ไขข้อมูลที่รวดเร็วเพียงใด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบเกินสมควร
ในอีกมุมหนึ่ง ภาครัฐยืนยันว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและแก้ปัญหาการค้างชำระใบสั่งจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สังคมกำลังจับตา คือ การออกแบบระบบจะสามารถแยกความรับผิดชอบระหว่าง "ผู้ขับขี่" กับ "เจ้าของรถ" ได้เหมาะสมเพียงใด และจะมีมาตรการรองรับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดอย่างไร เพื่อไม่ให้การบังคับใช้กฎหมายสร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น
NEWS1 รายงาน


