ไทกร พลสุวรรณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา แสดงความคิดเห็นถึงบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก ที่จะเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลผู้ค้างชำระค่าปรับใบสั่งจราจรกับการต่อภาษีรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางดังกล่าวอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย และสุดท้ายอาจต้องกลับไปให้ศาลปกครองวินิจฉัยอีกครั้ง
ไทกรระบุว่า ประเด็นที่น่ากังวลไม่ใช่การบังคับให้ประชาชนชำระค่าปรับ แต่เป็นแนวทางที่กรมการขนส่งทางบกจะออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีแบบชั่วคราวให้ผู้ที่ค้างชำระค่าปรับ โดยกำหนดให้ใช้ได้เพียง 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด จะไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีฉบับจริง และอาจมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีฐานนำรถที่ไม่แสดงเครื่องหมายเสียภาษีมาใช้บนท้องถนน
เขามองว่า แนวทางดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชน เพราะแม้จะชำระภาษีรถยนต์ครบถ้วนแล้ว แต่หากไม่ได้รับป้ายภาษีตัวจริง เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน ก็อาจถูกดำเนินคดีจากการใช้รถที่ไม่มีเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีได้อีก
ไทกรยังตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงานรัฐ และตั้งคำถามว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีชั่วคราวในลักษณะนี้หรือไม่ หากไม่มีฐานกฎหมายรองรับ การใช้อำนาจตาม MOU อาจถูกโต้แย้งในชั้นศาลได้
นอกจากนี้ เขายังอ้างถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อปี 2567 ที่เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเชื่อมโยงการชำระค่าปรับใบสั่งกับการต่อภาษีรถยนต์ ก่อนที่คดีจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำพิพากษาแก้ไขบางส่วน ทำให้เกิดช่องทางในการปรับปรุงประกาศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ไทกรมองว่า การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกนำคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นพื้นฐานในการทำ MOU ฉบับใหม่ อาจยังมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องตีความ และหากประชาชนได้รับผลกระทบจากการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีชั่วคราว ก็อาจมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการอีกครั้ง
พร้อมกันนี้ เขาเรียกร้องให้ทั้งสองหน่วยงานทบทวนแนวทางการดำเนินการ โดยเห็นว่าหากมาตรการใดจะกระทบต่อสิทธิของประชาชน ควรมีฐานกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทและความเสียหายตามมาในอนาคต
ทั้งนี้ มาตรการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ค้างชำระใบสั่งจราจรกับการต่อภาษีรถยนต์ มีกำหนดเริ่มบังคับใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และไม่มีผลย้อนหลัง
NEWS1 รายงาน


