xs
xsm
sm
md
lg

วัดใจ 6 กสทช. เดินหน้าตามกม. หลัง ‘หมอสรณ’ พ้นเก้าอี้ กสทช.ทันที ไม่ต้องรอนายกฯทูลเกล้าฯปลด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วัดใจ 6 กสทช. เดินหน้าตามกม. หลัง ‘หมอสรณ’ พ้นเก้าอี้ กสทช.ทันที ไม่ต้องรอนายกฯทูลเกล้าฯปลด

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรม การสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ กรณีการพ้น จากตำแหน่ง ประธานและกรรมการ กสทช. ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

แหล่งข่าวภายในได้ให้ข้อมูลตามกฎหมาย กสทช. ว่า แม้จะเป็นการพ้นตำแหน่ง โดยมาตรา 18 ให้ถือเป็นผู้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. แต่เนื่องจาก มีการให้ความอันเป็นเท็จแก่พระมหากษัตริย์ จนมีการผิดหลง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น การกล่าวอ้างว่าโปรดเกล้าฯ เข้ามาแล้วทำอะไรไม่ได้ จึงเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะก็ถือว่าต้องมีการพ้นตำแหน่งจาก การเป็นประธานกรรมการ กสทช.อยู่ดี โดยมีผลไปตั้งแต่ 11 มกราคม 2565 เสียด้วยซ้ำ ตามกฎหมาย

ตามข้อกฎหมาย เมื่อฝืนเป็นกรรมการเข้ามาแล้ว มาตรวจสอบพบการกระทำความผิดในภายหลัง ก็ต้องมีการพ้นตำแหน่ง โดยมาตรา 20 โดยเฉพาะมาตรา 20 วรรคหก ต้องมีการสรรหา กสทช. คนใหม่เข้ามาแทน ฉะนั้นเมื่อมีการส่งหนังสือมาที่สำนักงาน กสทช. แล้ว ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 แต่จากผลการวินิจฉัย คือวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ภายใน 15 วัน หลังจากวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน กสทช ต้องมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่ตั้งแต่วันที่มีเหตุดังกล่าว เพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการต่อ ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับหนังสือดังกล่าวนั้น เพื่อสรรหากรรมการเข้ามาแทน ตำแหน่งที่ว่าง

“กรณีนี้ ไม่จำเป็น ต้องรอนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่กราบบังคมทูลทันที ตามมาตรา 20 วรรคสอง เท่านั้น และเรื่องนี้เป็นการพ้นตำแหน่งแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะเป็นการพ้นตำแหน่งโดยการสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งถือว่าไม่เคยเป็นกรรมการมาก่อน“

▪️นพ.สรณ ฝืนเข้าประชุมจันทร์นี้ ทำไม่ได้!

การที่ปรากฏเป็นข่าวว่า บุคคล ดังกล่าวจะฝืนเป็นประธาน กสทช. อยู่ต่อนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ตามข้อกฎหมาย พ.ร.บ.คลื่นความถี่ มาตรา 18 และมาตรา 20 ประกอบมาตรา 180 และมาตรา 182 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะมาตราดังกล่าว เป็นมาตรการของการใช้พระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ ใครจะก้าวล่วงมิได้ ฉะนั้นจึงต้องกระทำตามข้อกฎหมาย กสทช. 6 คนที่เหลืออยู่ ซึ่งก็ได้รับโปรดเกล้าฯ มาเหมือนกัน ย่อมมีอำนาจหน้าที่เต็ม ในฐานะ ที่เป็นองค์กร ที่เป็นองค์คณะ กรรมการเพียงท่านเดียว ในฐานะ ประธานกรรมการ ไม่ได้มีสิทธิ์ มีเสียงอยู่เหนือกว่าแต่อย่างใด

▪️ยกมาตรา 16 โต้ข้ออ้าง ‘กก.สรรหาไม่มีอำนาจ’ ซัด ไม่เคยมี ปธ.กสทช. มาก่อน

ส่วนการกล่าวอ้าง คณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่มีอำนาจนั้น นอกจากการปรากฏความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่หนึ่ง) ความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจ ยังมีข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย มาตรา 16 วรรคห้า ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วด้วยว่า

“ในการสรรหาเพิ่มเติมตามวรรคสามให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมเป็นผู้ดำเนินการจนกว่าจะได้กรรมการครบตามจำนวนที่ต้องสรรหา ” มีอำนาจดำเนินการจนกว่าจะได้กรรมการครบตามจำนวน 7 ท่าน ถามว่าทำไมตามข้อกฎหมาย ถือว่ามีอำนาจ เพราะประธาน กสทช. ข้อเท็จจริง ถูกถือให้เป็นผู้สละสิทธิ์ เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่แรก คณะกรรมการ กสทช. ชุดนี้ จึงมี 6 ท่านมาโดยตลอดและที่สำคัญ ไม่เคยมีประธาน กสทช. มาก่อนเลย

▪️รองเลขาฯ กสทช. รักษาการมิชอบ

ส่งผลให้ในปัจจุบัน การที่สำนักงาน โดยรักษาการเลขาธิการในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ที่เคยได้รับมติ ให้พ้นตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่ปี 2566 นั้น การฝืนให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ของรักษาการเลขาธิการคนดัง กล่าว โดยอำนาจประธาน กสทช. เพียงคนเดียว จึงสิ้นสุดอำนาจนั้นลงทันที และอีกประเด็นที่สำคัญในกรณีการแต่งตั้งรักษาการ รวมไปถึงการต่ออายุรองเลขาธิการ ซึ่งจริงๆพ้นตำแหน่งไปตั้งแต่วันที่ 30เมษายน 2568 ปีที่แล้ว นั้น เมื่อย้อนไปดู มติของ กสทช ชุดที่แล้ว ถึงกรณีดังกล่าว ก็มีระบุไว้ชัดเจน ว่าต้องต่ออายุโดย มติของ กสทช. ชุดนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีมติ จึงไม่ใช่แค่การขัดมติของ กสทช. ชุดนี้ โดยการไม่มีมติ แต่เท่ากับขาดเป็นการขัดมติของ กสทช. ชุดที่แล้วด้วยเช่นกัน ตามหลักฐานที่ปรากฎ

ฉะนั้นการเข้าสู่ตำแหน่ง รองเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การต่ออายุรองเลขาธิการ ก็ไม่ชอบ ดังนั้นในปัจจุบัน จึงถือได้ว่า องค์กร ดังกล่าวนี้ นอกจากจะไม่มีประธานกรรมการ กสทช. ยังไม่มีรักษาการเลขาธิการ กสทช. รวมไปถึงรองเลขาธิการ กสทช. ตามกฎหมายอีกด้วย

▪️จี้ 6 กรรมการ กสทช. เร่งประชุม ตั้งรักษาการ-แจ้งวุฒิสภา เดดไลน์ 31 ก.ค.นี้ แจ้งวุฒิฯ

ดังนั้น กระบวนการข้อข้อเท็จจริง ที่ควรจะเป็นต่อจากนี้คือ กสทช. ที่เหลืออีก 6 ท่าน ต้องนัดประชุมกันเอง ไม่ต้องไปฟังสำนักงาน หรืออดีตประธาน กสทช. ที่ถือว่าไม่เคยได้รับตำแหน่งมาก่อน และข้อกฎหมายก็ไม่ได้บอกให้ต้องรอนายกฯ นำความกราบบังคมทูลก่อน แต่กฎหมาย บอกให้ภายใน 15 วัน หลังจากมีเหตุดังกล่าว ก็คือจากวันที่ 17 เดือนกรกฎาคม 2569 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ตามมาตรา 20 วรรคหก ได้เลย โดยตั้ง ประธาน กสทช. รักษาการชั่วคราว เพื่อเป็นประธานในการประชุม และในการประชุมนัดแรก เห็นควรตั้งรักษาการเลขาธิการ เพื่อเป็นหัวหน้าสำนักงาน ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วต้องรีบดำเนินการ ตามมาตรา 20 วรรคหก แจ้งถึงสำนักงานวุฒิสภา ภายใน 15 วัน ซึ่งก็คือภายในวันที่ 31 เดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายแล้ว มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า มีความผิดตามกฎหมาย ไปกับอดีตประธาน กสทช. และรักษาการเลขาธิการ กสทช. อีกด้วย แล้วหลังจากนั้น เมื่อได้รักษาการเลขาธิการ คนใหม่ที่ถูกต้องโดยกฎหมาย ดำเนินการแจ้งวุฒิสภาภายใน 15 วัน ก็ให้ดำเนินการ นัดวาระเลือกว่าที่ประธาน กสทช. ท่านใหม่ โดยนัดวันประชุมซึ่งต้องแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีและวุฒิสภา ไปพร้อมกัน ตามมาตรา 20 วรรคห้าได้กำหนดไว้

▪️ย้ำกฎหมายเปิดทาง กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ไม่ต้องรอนายกฯทูลกล้าฯปลด

ส่วนกรณีของอดีตประธาน กสทช. นั้น ให้สังเกต พิจารณา มาตรา 20 วรรคสาม ให้ดี จะเห็นได้ว่า ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า “เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน” ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ไม่เคยมีระบุว่าต้องรอนายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลแต่อย่างใด หรือต้องมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงมาก่อนแต่อย่างใด เหมือนกรณีอดีต กสทช. ชุดที่แล้วที่เคยพ้นตำแหน่ง ก่อนวาระท่าน อื่นๆ

ซึ่งก็ต้องฝากถึง กสทช. สายกฎหมาย ที่มีความรู้ด้านกฎหมาย และมีหน้าที่ ต้องดำเนินการให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. และสำนักงาน เป็นไปตามกฎหมาย ว่าท่าน มีความเห็นอย่างไร เพราะหากถ้าท่าน ยอมรับการฝืนนั่งปฏิบัติหน้าที่ ของอดีตประธาน กสทช. ก็อาจจะส่งผลให้ มีความผิดสำเร็จ รู้เห็นหรือมีส่วนได้ส่วนเสียไปด้วย เหลือเวลาอีก ไม่กี่วัน ตามที่ข้อกฎหมายกำหนด และก็มีการชี้แจงทางกฎหมาย เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้ว ตามปรากฏนี้ ว่าไม่ต้องรอการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรีก่อนตามที่ได้กล่าวไป เป็นหน้าที่ ของคณะกรรมการ และ สำนักงาน กสทช. โดยตรง ที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ รวมไปถึงแม้กระทั่ง เมื่อเกิดเหตุดังกล่าว กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 ท่าน สามารถมีมติ ให้บุคคลดังกล่าว ไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึง มีการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวกับองค์กรได้อีกแล้ว จนกว่า จะทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ้นตำแหน่งลงมา