โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ "30 บาทรักษาทุกโรค" ที่ดำเนินมานานกว่า 24 ปี กำลังถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของระบบอีกครั้ง หลัง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หนึ่งในผู้ผลักดันนโยบายตั้งแต่เริ่มต้น ออกมาแสดงความกังวลว่า ระบบกำลังเผชิญวิกฤตหนัก และหากไม่เร่งแก้ไข อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนในอนาคต
คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจำนวนมากประสบปัญหาฐานะการเงิน หลายแห่งมีภาระขาดทุนจนกระทบต่อการบริหารจัดการ ขณะที่แพทย์และพยาบาลต้องรับภาระงานหนักขึ้นจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมากกว่าที่ผ่านมา
เธอมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าแนวคิด "30 บาทรักษาทุกโรค" ล้มเหลว แต่เกิดจากการบริหารจัดการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ไม่ยึดหลักการดั้งเดิมของโครงการ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและการเน้นรักษาผู้ป่วยมากกว่าการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จนระบบกลายเป็นการดูแลเมื่อป่วย มากกว่าการทำให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่ต้น
คุณหญิงสุดารัตน์ยังย้อนถึงหลักการสำคัญ 3 ประการของโครงการในช่วงเริ่มต้น ได้แก่ การให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง การจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวให้สอดคล้องกับภาระงานของแต่ละพื้นที่ และการสร้างระบบที่เน้นการป้องกันโรค เพื่อให้ประชาชนเจ็บป่วยน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้โรงพยาบาลมีต้นทุนลดลงและระบบมีความยั่งยืนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขก็สะท้อนว่า ปัญหาทางการเงินของโรงพยาบาลมีอยู่จริง โดยเฉพาะต้นทุนการรักษาที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่างบประมาณที่ได้รับชดเชยจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หลายโรงพยาบาลต้องเผชิญภาวะตึงตัวด้านการเงิน แม้ภาพรวมของระบบโรงพยาบาลยังคงดำเนินการได้จากรายได้ของกองทุนอื่นเข้ามาช่วยพยุงก็ตาม
ประเด็นที่ทำให้คำพูดของคุณหญิงสุดารัตน์ได้รับความสนใจ คือการที่ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายตั้งแต่วันแรก ออกมาเตือนด้วยตัวเองว่า ระบบกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง พร้อมประกาศว่าจะนำเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องเผชิญภาวะวิกฤตมากกว่านี้
#NEWS1 รายงาน


