ไทกร พลสุวรรณ โพสต์คลิปวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง พร้อมเตือนรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า แม้ปัจจุบันจะมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 300 เสียง แต่ไม่ควรประมาท เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยพิสูจน์มาแล้วว่า "เสียงข้างมาก" ไม่ได้การันตีว่าจะผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เสมอไป
ไทกรยกกรณี ส.ป.ก.4-01 ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มาเปรียบเทียบ โดยระบุว่า ก่อนเปิดอภิปราย กระแสสังคมยังไม่ได้รุนแรงนัก แต่เมื่อฝ่ายค้านนำข้อมูลขึ้นอภิปรายต่อเนื่อง จนเกิดแรงกดดันจากประชาชน ส่งผลให้พรรคพลังธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น มีมติงดออกเสียง จนนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด
ไทกรระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรียุบสภาได้หลังมีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว หากเกิดแรงกดดันทางการเมืองจนพรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนท่าที นายกรัฐมนตรีอาจเหลือเพียงทางเลือกระหว่างลาออกหรือเผชิญการลงมติในสภา
ไทกรยังตั้งข้อสังเกตว่า หากการอภิปรายสามารถสร้างกระแสสังคมได้เหมือนกรณี ส.ป.ก.4-01 และเกิดสถานการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย มีมติงดออกเสียงในการลงมติไม่ไว้วางใจ ก็อาจทำให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ไทกรยังมองว่า ฝ่ายค้านมีแนวโน้มเลือกยื่นอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แทนการยื่นอภิปรายรัฐบาลทั้งคณะ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง และทำให้พรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจลงคะแนนได้ยากขึ้น
ไทกรทิ้งท้ายว่า สิ่งที่รัฐบาลควรระวังไม่ใช่เพียงตัวเลขเสียงในสภา แต่คือ "กระแสประชาชน" ที่อาจเปลี่ยนทิศทางการเมืองได้ในเวลาอันสั้น พร้อมเตือนว่า "อย่าหลงตัวเพราะมีเสียงข้างมาก" เพราะหากกระแสสังคมเปลี่ยน พรรคร่วมรัฐบาลก็อาจเปลี่ยนจุดยืนได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์และคาดการณ์ทางการเมืองของไทกร พลสุวรรณ ซึ่งสถานการณ์จริงยังขึ้นอยู่กับการยื่นญัติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื้อหาการอภิปราย การชี้แจงของรัฐบาล และการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองในการลงมติต่อไป
#NEWS1 รายงาน


