รัฐบาลไทยยืนยันไม่กังวลต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กรณีการเดินทางเยือนไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือระดับภูมิภาค และหารือกับนายกรัฐมนตรีไทยในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการปราบปรามยาเสพติด การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติ รวมถึงการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร การหารือระหว่างผู้นำจึงเป็นเรื่องปกติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ทั้งด้านความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การเดินทางเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย ถูกจับตามองจากนานาชาติ เนื่องจาก อัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ยื่นคำร้องต่อคณะผู้พิพากษาเพื่อขอออกหมายจับเขา ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขับไล่ชาวโรฮิงญาออกจากรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 โดยขณะนี้กระบวนการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และ ยังไม่มีคำพิพากษาหรือหมายจับที่มีผลบังคับใช้ จึงยังถือเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ มิน อ่อง หล่าย ยังถูกหลายประเทศตะวันตกและองค์กรสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากบทบาทในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 การควบคุมตัวผู้นำรัฐบาลพลเรือน และการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม จนนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรจากหลายประเทศ
แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่รัฐบาลไทยยืนยันว่า การพบหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน การสกัดยาเสพติด การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลเมียนมา
การเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย จึงถูกจับตาว่า นอกจากจะเป็นการหารือด้านความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว ยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากผู้ที่จะเข้าพบเป็นบุคคลที่กำลังเผชิญข้อกล่าวหาในกระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศ
#NEWS1 รายงาน


