คดีฮั้วเลือกส.ว.
เดิมพันครั้งใหญ่
ของประเทศไทย
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ยังคงเป็นวาระสำคัญในทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเวทีเสวนาครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ที่จัดโดยคณะกรรมการประสานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำทั้งคำให้การของพยาน หลักฐานประกอบ และข้อเสนอจากนักวิชาการ รวมถึงอดีตผู้บริหารองค์กรอิสระ มาฉายภาพให้เห็นสิ่งที่ผู้จัดงานเรียกว่า "กลไกการจัดตั้ง" ที่อาจอยู่เบื้องหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
สาระสำคัญของเวทีดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า หากข้อกล่าวหาทั้งหมดมีมูล ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา หากแต่จะสั่นคลอนความชอบธรรมของโครงสร้างอำนาจรัฐทั้งระบบ เนื่องจากวุฒิสภามีอำนาจสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมาย ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้มีการนำพยานจาก 4 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และนครศรีธรรมราช มาบอกเล่าถึงรูปแบบการดำเนินการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งการติดต่อชักชวนผู้สมัคร การนัดหมายตามโรงแรม การอธิบายวิธีลงคะแนนตามโพย การเสนอผลตอบแทน และการรวบรวมเครือข่ายก่อนถึงวันเลือกตั้งระดับประเทศ
โดยพยานบางรายกล่าวอ้างว่ามีผู้ประสานงานเสนอค่าตอบแทนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด พร้อมขอให้ชักชวนผู้สมัครเข้าร่วมให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด ขณะที่บางรายระบุว่าหลังผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มผู้จัดการเลือกตั้ง เพื่อซักซ้อมการลงคะแนนและอธิบายรายละเอียดของโพยที่จะใช้ในวันเลือกจริง รวมทั้งยังมีการเปิดเผยหลักฐานที่ผู้ให้ข้อมูลอ้างว่าเคยได้รับจากผู้ประสานงาน ไม่ว่าจะเป็นธนบัตร เสื้อที่ใช้ในวันเลือกตั้ง รวมถึงเอกสารรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว โดยทั้งหมดถูกระบุว่าได้ส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว
การเปิดเกมรุกของฝ่ายต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องรีบออกมาชี้แจงเป็นการด่วนโดยระบุว่า พยานทั้ง 4 คนได้เข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. แล้ว โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่นในสำนวน ภายใต้หลักข้อเท็จจริง ความเป็นธรรม และบทบัญญัติของกฎหมาย ก่อนสรุปผลการพิจารณาและแจ้งต่อสาธารณชน
ท่ามกลางข้อสงสัยที่เกิดขึ้นและความล่าช้าในการตรวจสอบของกกต. ทำให้มีข้อเสนอจากพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่ให้ กกต. และดีเอสไอ ขออำนาจศาลเปิดหีบบัตรลงคะแนน เพื่อตรวจสอบบัตรลงคะแนนและคะแนนดิบทั้งหมดด้วยหลักนิติวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ โดยหากกระบวนการเลือก สว. มีการจัดตั้งผ่านการใช้โพยจริง รูปแบบการลงคะแนนจะทิ้งร่องรอยไว้บนบัตรเลือกตั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหมายเลขซ้ำกันในลำดับเดียวกันจำนวนมาก การลงคะแนนให้ผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว หรือการกระจายคะแนนที่มีลักษณะผิดธรรมชาติจนไม่อาจอธิบายได้ด้วยความน่าจะเป็นทางสถิติ
ด้วยเหตุนี้บัตรเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงเอกสารที่ใช้ลงคะแนน แต่เป็นวัตถุพยานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับหลักฐานในคดีอาญาทั่วไป
หากผลการตรวจสอบสอดคล้องกับข้อกล่าวหา ก็อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการชี้ว่าการลงคะแนนไม่ได้เกิดจากเจตจำนงโดยอิสระ แต่เป็นผลจากการกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า
ในอีกด้านหนึ่ง หากผลการตรวจสอบไม่พบความผิดปกติตามที่กล่าวอ้าง การเปิดเผยผลอย่างโปร่งใสก็จะช่วยคลี่คลายข้อกังขาที่สังคมมีต่อกระบวนการเลือก สว. และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับส่วนหนึ่งว่า คดีฮั้วเลือก สว. ในวันนี้ ได้ก้าวข้ามการเป็นคดีเลือกตั้งธรรมดาไปแล้ว หากแต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระของประเทศว่าจะสามารถคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมด้วยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายได้หรือไม่
หากพยานหลักฐานสามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ กระบวนการยุติธรรมย่อมต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่หากข้อกล่าวหาไม่มีมูล หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องสามารถอธิบายเหตุผลและเปิดเผยผลการพิจารณาอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมยอมรับได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเชื่อหรืออคติทางการเมือง


