xs
xsm
sm
md
lg

'นิรโทษ' กฎหมายสีเทา เปิดประตูสู่ข้อครหา เอื้อประโยชน์ข้อหาฮั้วส.ว.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'นิรโทษ' กฎหมายสีเทา
เปิดประตูสู่ข้อครหา
เอื้อประโยชน์ข้อหาฮั้วส.ว.


หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ถูกบันทึกไว้อีกครั้ง ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมสำหรับผู้กระทำความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หลังจากกฎหมายผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และเหลือเพียงขั้นตอนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับผู้สนับสนุน กฎหมายฉบับนี้คือความพยายามคลี่คลายบาดแผลทางการเมืองที่สะสมมายาวนาน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองได้กลับเข้าสู่สังคม และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม

แต่อีกด้านหนึ่ง กฎหมายฉบับเดียวกันกลับถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะรายละเอียดที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม จนเกิดข้อสงสัยว่า การออกกฎหมายครั้งนี้อาจเปิดช่องให้เกิดการตีความเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มหรือไม่

หัวใจของข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่หลักการนิรโทษกรรม หากแต่อยู่ที่ "บัญชีท้ายพระราชบัญญัติ" ซึ่งกำหนดประเภทความผิดที่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณานิรโทษกรรมได้

เดิมที สังคมให้ความสนใจว่ากฎหมายจะครอบคลุมคดีทางการเมืองในช่วงใด และมีข้อยกเว้นต่อความผิดประเภทใดบ้าง แต่เมื่อร่างกฎหมายเดินทางมาถึงชั้นวุฒิสภา กลับมีการเพิ่มเติมข้อความที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองทันที

วุฒิสภาได้เพิ่มข้อความว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561" อยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติที่สามารถเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมได้ โดยกำหนดเงื่อนไขว่า "เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ"

แม้จะมีการกำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกส.ว.จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่การบัญญัติข้อความดังกล่าวกลับกลายเป็นชนวนของข้อสงสัยมากกว่าจะสร้างความชัดเจน โดยคำถามสำคัญคือ เหตุใดจึงจำเป็นต้องระบุความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดอันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

ในทางนิติบัญญัติ การเพิ่มข้อความใดลงในตัวบทกฎหมาย ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ร่างเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดไว้ หากไม่ต้องการให้เกิดผลทางกฎหมายในประเด็นนั้น ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะต้องบัญญัติข้อความดังกล่าวตั้งแต่ต้น

แม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาหลายคนจะออกมายืนยันว่า การเพิ่มเติมบทบัญญัตินี้ไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้กับสมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แต่คำชี้แจงดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำให้ข้อสงสัยของสังคมหมดไปได้ เพราะหากไม่มีเจตนาจะให้เกิดการตีความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือคดีใด เหตุใดจึงต้องระบุข้อความดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ

ยิ่งเมื่อปัจจุบันยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจ การบัญญัติข้อความลักษณะนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดคำถามว่า ในอนาคตจะมีผู้ใดสามารถอ้างสิทธิเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมภายใต้กฎหมายฉบับนี้ได้หรือไม่

การออกกฎหมายที่ดีไม่ควรเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อถ้อยคำในกฎหมายสามารถตีความได้หลายทาง ความขัดแย้งก็อาจไม่ได้ยุติลง การสร้างสังคมสันติสุขไม่ใช่เพียงการยกเว้นความผิดทางกฎหมาย แต่ต้องทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า หลักนิติธรรมยังได้รับการคุ้มครอง และไม่มีการใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อสร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้มีอำนาจหรือผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง

ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำอธิบายที่หนักแน่นเพียงพอว่า เหตุใดจึงต้องเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มก็ย่อมยังคงดำรงอยู่ และอาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามต่อไป