xs
xsm
sm
md
lg

2ปี วุฒิสภา ใต้อำนาจสีน้ำเงิน ยิ่งกว่ายุคสภาทาส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



2ปี วุฒิสภา
ใต้อำนาจสีน้ำเงิน
ยิ่งกว่ายุคสภาทาส


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสังคมไทยได้อยู่ร่วมกับวุฒิสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี โดยการก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประเมินบทบาทและผลงานขององค์กรที่มีหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วุฒิสภาชุดนี้ภายใต้การนำของ 'มงคล สุระสัจจะ' ประธานวุฒิสภา ได้สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมจนประชาชนจดจำได้หรือไม่นั้นต้องยอมรับว่า ยังมีคำถามมากกว่าคำตอบ

แน่นอนว่า วุฒิสภาไม่ใช่องค์กรที่มีหน้าที่บริหารประเทศ จึงอาจไม่มีนโยบายขนาดใหญ่ให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมเหมือนรัฐบาล แต่บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะสภาสูง คือการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร การพิจารณาร่างกฎหมายอย่างรอบคอบ และการทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนก็เห็นชัดเจนว่าวุฒิสภาชุดปัจจุบันได้ทำหน้าที่สมดั่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

เมื่อย้อนดูตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ถูกพูดถึงกลับไม่ใช่การตรวจสอบที่เข้มข้น หรือข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับประเทศ หากแต่เป็นประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการในการเข้าสู่ตำแหน่งส.ว.ที่ยังข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส และข้อร้องเรียนที่นำไปสู่การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ในหลายวาระสำคัญ สังคมคาดหวังว่าจะได้เห็นวุฒิสภาใช้บทบาทอย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามต่อฝ่ายบริหาร ตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือสะท้อนปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ แต่ภาพที่ปรากฏกลับไม่เด่นชัดเท่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง หนำซ้ำยังบรรดาผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมส.ว.กลับตำหนิส.ว.ด้วยกันเองกลางที่ประชุมเพื่อเอาใจฝ่ายรัฐบาลเวลามาร่วมประชุมวุฒิสภา

ในอดีตก่อนการรัฐประหาร 2549 ประเทศไทยเคยได้เห็นวุฒิสภาที่กลายเป็นสภาทาสมาแล้ว แต่เวลานั้นก็ยังมีส.ว.บางกลุ่มที่พยายามถีบตัวเองออกมาเพื่อลบคำสบประมาทในเรื่องนี้ด้วยการเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมา แต่พอกลับมามองวุฒิสภาตอนนี้ แทบจะฝากความหวังไว้ไม่ได้

ทั้งนี้ จริงอยู่ที่การประเมินผลงานขององค์กรทางการเมืองไม่อาจตัดสินจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ทั้งการพิจารณากฎหมาย การตั้งกรรมาธิการ การติดตามการบริหารราชการ และการเสนอแนะแนวนโยบาย อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของสังคมก็เป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่องค์กรของรัฐไม่อาจมองข้าม หากประชาชนจำนวนมากยังตั้งคำถามถึงบทบาทและความจำเป็นของวุฒิสภา ย่อมสะท้อนว่าการสื่อสารผลงานหรือการทำหน้าที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของสาธารณชน

ในระบอบประชาธิปไตย ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ประชาชนเห็นว่าองค์กรนั้นมีคุณค่า มีความจำเป็น และสามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้จริง

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของวุฒิสภาจึงอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์บทบาทขององค์กรแห่งนี้ ว่าจะสามารถสร้างผลงานที่ประชาชนมองเห็นและยอมรับได้มากเพียงใด เพราะ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากวุฒิสภา ไม่ใช่เพียงการดำรงอยู่ตามวาระ แต่คือการทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยู่ไปวันๆอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้