ตะลุมบอนขอใช้เงินกู้
ผลักดัน 'รถยนต์ไฟฟ้า-โซลาร์รูฟท็อป'
เร่งขอใช้เงินก่อนวันศาลรธน.ชี้ขาดพรก.
นับถอยหลังเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ก่อนที่คำตัดสินจะปรากฏนั้น ในทางการเมืองกลับเริ่มมีความเคลื่อนไหวก่อตัวขึ้นแล้ว ภายหลังหลายกระทรวงเร่งเดินหน้าเสนอขอใช้งบประมาณภายใต้กรอบกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ในทางหลักการ รัฐบาลยังสามารถดำเนินการตามพระราชกำหนดได้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด แต่ในทางการเมือง สถานการณ์กลับถูกจับตามองมากขึ้น เมื่อเริ่มมีสัญญาณของการเร่งรัดใช้งบประมาณในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับการรอคำตัดสิน ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายและความเชื่อมั่นต่อกรอบการใช้อำนาจของรัฐ
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาอย่างมาก คือข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ที่ขอใช้งบประมาณกว่า 24,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการ “Govt. Top-Up” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
เหตุผลหลักของโครงการดังกล่าว เพื่อการลดต้นทุนการเดินรถในระยะยาว ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และช่วยรักษาระดับค่าโดยสารของประชาชน อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายจะถูกวางไว้ในกรอบของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ก็ถูกตั้งคำถามว่า เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างระยะยาว มากกว่ามาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มีลักษณะเร่งด่วนตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดหรือไม่
ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญเช่นกัน โดยเตรียมผลักดันโครงการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับประชาชนที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
สาระสำคัญของโครงการนี้ คือการสนับสนุนประชาชนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5–10 กิโลวัตต์ โดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนวงเงินเริ่มต้นประมาณ 10,000 บาทในลักษณะช่วยค่าดาวน์ รวมถึงแนวคิดการสนับสนุนด้านดอกเบี้ยบางส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น โครงการดังกล่าวตั้งเป้าครอบคลุมประมาณ 400,000 หลังคาเรือน ภายในกรอบเวลาถึงเดือนเมษายน 2570 คิดเป็นวงเงินรวมราว 4,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างงบประมาณ โครงการทั้งจากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย ล้วนถูกจัดอยู่ในหมวด “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” มากกว่ามาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า ซึ่งประเด็นนี้เองกลายเป็นจุดที่ฝ่ายค้านเคยเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยขอบเขตและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว
สิ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตในทางการเมือง อยู่ที่จังหวะเวลาในการเร่งเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ในช่วงก่อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่วัน ทำให้เกิดคำถามว่า การเร่งรัดดังกล่าวเป็นเพียงการบริหารเชิงนโยบายตามแผนงานที่วางไว้ หรือเป็นการเร่งใช้งบประมาณ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการเตรียมชี้ขาดพระราชกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญกันแน่
บรรดาโครงการที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องรอได้ ไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนถึงขนาดต้องใช้งบประมาณจากพระราชกำหนดกู้เงิน การใช้งบประมาณภายใต้กรอบพระราชกำหนดที่กำลังอยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงอาจสะท้อนความพยายามในการสร้างความได้เปรียบทางการเมืองด้วยดึงทรัพยากรของรัฐเข้ามาอยู่ในมือเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการก่อน เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดในลักษณะที่ไม่เป็นคุณแก่รัฐบาล ถึงเวลาพระราชกำหนดอาจต้องตกไป และจะนำมาสู่แรงกระเพื่อมทางการเมืองอีกรอบ เพื่อกดดันให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ในฐานะเป็นผู้เสนอพระราชกำหนดที่มีลักษณะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ
วันที่ 9 กรกฎาคม จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในทางการเมือง ทำให้สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือ การเร่งรัดการใช้เงินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจนถึงวันนั้นโดยไม่ทำอะไรเลย ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ของรัฐบาลที่อาจจะขาดทรัพยากรทางการเมืองและทางเศรษฐกิจในการบริหารราชการแผ่นดิน


