xs
xsm
sm
md
lg

อึ้ง! พีระพันธุ์เคลม ไฟทางลงบิลประชาชน เคยแจ้ง "อนุทิน" แล้ว แต่ยุบสภาเสียก่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

อึ้ง! พีระพันธุ์เคลม ไฟทางลงบิลประชาชน เคยแจ้ง "อนุทิน" แล้ว แต่ยุบสภาเสียก่อน

รายงานข่าว

กลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลัง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกมาเปิดเผยว่า ปัญหาค่าไฟส่องสว่างบนถนนและไฟสาธารณะที่ถูกนำไปรวมเป็นภาระในค่าไฟของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยตรง

พีระพันธุ์ระบุว่า ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในปี 2568 ได้ทำหนังสือลงวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเชิญร่วมสัมมนาและหารือแนวทางลดค่าไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ โดยให้ทั้ง 3 กระทรวง ได้แก่ พลังงาน มหาดไทย และอุตสาหกรรม ร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

เจ้าตัวอธิบายว่า โครงสร้างค่าไฟไม่ได้มีเฉพาะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม

พีระพันธุ์กล่าวว่า ในส่วนที่กระทรวงพลังงานกำกับดูแลนั้น ได้ดำเนินการจนถึงขีดจำกัดแล้ว จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกสองกระทรวงเข้ามาร่วมดำเนินการ แต่หลังจากส่งหนังสือไปได้ไม่นาน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ไม่มีการตอบรับหรือเดินหน้าการประชุมดังกล่าว

อดีตรัฐมนตรีพลังงานยังกล่าวว่า ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง สามารถปรับลดค่าไฟจากประมาณ 4.70 บาทต่อหน่วย เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ผ่านมาตรการในส่วนที่กระทรวงพลังงานรับผิดชอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ล้วนมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน หากมีความตั้งใจจริง การประสานงานน่าจะทำได้ง่ายกว่าช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง

อีกประเด็นสำคัญที่พีระพันธุ์กล่าวถึง คือ ค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ซึ่งแม้จะมีหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรีในอดีตให้ได้รับการยกเว้นบางส่วน แต่การไฟฟ้ายังคงมีภาระต้องชำระต้นทุนการใช้ไฟฟ้า ทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกสะท้อนอยู่ในระบบค่าไฟ

พีระพันธุ์เสนอแนวคิดว่า กำไรของหน่วยงานด้านไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งโดยเฉลี่ยรวมกันประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี อาจนำมารับภาระค่าไฟสาธารณะซึ่งประเมินไว้ราว 16,000–17,000 ล้านบาทต่อปี แทนการผลักภาระมายังประชาชน โดยเห็นว่า หน่วยงานด้านไฟฟ้าจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด

อย่างไรก็ตาม พีระพันธุ์ย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงานเพียงฝ่ายเดียว เพราะการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้า อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจะสามารถปรับโครงสร้างค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม.

NEWS1 รายงาน