รบ.ไทยอนุมัติ รบ.เมียนมา ซื้อที่ดินเพิ่มในกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา ว่าด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้ในภารกิจทางการทูต เปิดทางให้รัฐบาลเมียนมาสามารถจัดซื้อที่ดินและอาคารเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการขยายภารกิจของสถานทูตและสถานกงสุล
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ความตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดกรอบทางกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักต่างตอบแทน หรือให้สิทธิซึ่งกันและกัน
ภายใต้ความตกลงฉบับนี้ รัฐบาลเมียนมาได้แจ้งความประสงค์ขอซื้อที่ดินและอาคารเพิ่มเติมในประเทศไทย รวมพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 26.7 ตารางวา แบ่งเป็นพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ สำหรับใช้เป็นที่ทำการสถานกงสุลใหญ่เมียนมาและที่พักเจ้าหน้าที่ รวมถึงพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นสำนักงานและที่พักของผู้ช่วยทูตฝ่ายแรงงาน
รัฐบาลระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขยายพื้นที่รองรับภารกิจทางการทูตและกงสุลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภารกิจด้านแรงงานและการให้บริการประชาชนชาวเมียนมาที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทย
ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลไทยถือครองที่ดินและอาคารในนครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยและที่พำนักของเอกอัครราชทูต รวมพื้นที่กว่า 9 ไร่ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาถือครองที่ดินในกรุงเทพมหานครสำหรับใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมพื้นที่กว่า 10 ไร่ โดยทั้งสองประเทศถือครองทรัพย์สินทางการทูตลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2491
กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า แม้ทั้งสองประเทศจะมีการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อภารกิจทางการทูตมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยมีความตกลงระหว่างกันที่กำหนดสิทธิการถือครองไว้อย่างเป็นทางการ จึงจำเป็นต้องจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวขึ้น เพื่อให้มีฐานทางกฎหมายรองรับและสอดคล้องกับกฎหมายของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา รวมถึงปัญหาแรงงานข้ามชาติและความมั่นคงชายแดน ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่า การเห็นชอบครั้งนี้เป็นเรื่องของภารกิจทางการทูตระหว่างรัฐต่อรัฐ และเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากลที่ใช้กันในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
News1 รายงาน


