นักวิชาการอิสระ แนะทำความเข้าไจกลไกการแพร่กระจายของปลาต่างถิ่นในไทยทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ‘ปลาหมอคางดำ’
รวีร์ อัศวมิตร นักวิชาการอิสระ ระบุเมื่อพูดถึงปลาต่างถิ่น หลายคนมักนึกถึงปลาหมอคางดำเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง แหล่งน้ำธรรมชาติของไทย มีปลาต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่เข้ามาตั้งรกรากและขยายพันธุ์มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาดุกแอฟริกัน ปลาซัคเกอร์รวมถึงปลาอื่น ๆ ที่เคยถูกนำเข้ามาเพื่อการเพาะเลี้ยง เป็นปลาสวยงาม หรือหลุดรอด ลงสู่ธรรมชาติในช่วงเวลาต่างๆ
ที่น่าสนใจ คือ ปลาต่างถิ่นหลายชนิดในอดีต เคยถูกมองว่า เป็นปัญหาไม่ต่างจากปลาหมอคางดำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนกลับเรียนรู้ จะอยู่ร่วมกับสถานการณ์และนำปลาเหล่านั้น มาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการนํามาประกอบอาหาร จนกลายเป็น ทรัพยากรอาหารของชุมชนในหลายพื้นที่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ปลาหมอมายัน และ ปลาหมอบัตเตอร์ ที่ในหลายจังหวัด จับมาทําอาหารอย่างจริงจัง ทั้งทอดกรอบ ต้มยํา แกง หรือ เผา ชาวประมงพื้นบ้าน จํานวนมาก มองปลาเหล่านี้ ช่วยสร้างรายได้และเป็นแหล่งอาหารในท้องถิ่น จนบางพื้นที่ จำนวนปลาลดลงจากการถูกจับอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับปลาดุกแอฟริกัน ที่ทั้งกรณีการเพาะเลี้ยง การหลุดรอด และการปล่อยลงสู่ธรรมชาติในอดีต จนกลายเป็นปลาต่างถิ่น ที่พบได้ทั่วไปในหลายแหล่งน้ำ แต่ปัจจุบัน กลับถูกบริโภคอย่างแพร่หลาย จนแทบไม่มีใครตั้งค่าถามถึง สถานะความเป็นปลาเอเลี่ยนของมันอีกแล้ว
อีกประเด็น ที่น่าสนใจคือ ต้นกําเนิดของสัตว์น้ำต่างถิ่นจํานวนมากในประเทศไทย หลายกรณีมีข้อสันนิษฐานหรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการลักลอบนำเข้า การนําเข้าที่ไม่ได้รับอนุญาต การค้าสัตว์น้ำสวยงาม หรือการเคลื่อนย้ายพันธุ์สัตว์น้ำ ข้ามพื้นที่โดยขาดการควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมาก ยอมรับว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการแพร่กจะจายสัตว์นี้ต่างถิ่นหลายชนิด
ต่างจากกรณี ปลาหมอคางดํา สังคมกลับให้ความสนใจกับการนำเข้าในอดีต เพียงเหตุการณ์เดียวเป็นหลัก บางครั้งทําให้ประเด็นอื่น ถูกมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นไปได้ของการแพร่กระจายในภายหลัง การเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์ การปล่อยลงแหล่งน้ำโดยเจตนาหรือไม่เจตนา รวมถึงบัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีส่วนทําให้ปัญหาขยายวงกว้างขึ้น
ไม่ได้หมายความว่า การตรวจสอบต้นทางไม่สำคัญ แต่หากต้องการแก้บัญหาอย่างแท้จริง การมุ่งมองเฉพาะจุดเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ เพราะต่อให้ทราบว่า ใครนําเข้าครั้งแรก ก็ไม่ได้ทำให้ปลาที่อยู่ในธรรมชาติหายไปได้ในทันที สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การทำความเข้าไจกลไกการแพร่กระจายทั้งหมด เพี่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน เกิดขึ้นกับสัตวน้ำต่างถิ่นชนิดอื่นในอนาคต
ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ด้านลบ ที่เกิดขึ้นกับปลาหมอคางดำ ทำให้คนจํานวนมาก ไม่กล้านำมาบริโภคหรือใช้ประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปลาต่างถิ่นหลายชนิดก่อนหน้านี้ ก็เคยถูกมองว่าเป็นบัญหาเช่นกัน แต่สุดท้าย กลับถูกจับมาทําอาหาร หรือใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชน
แน่นอนว่า การจับไปใช้ประโยซน์เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการจัดการปลาหมอคางดำ เพราะยังมีการสืบพันธุ์ การพักไข่ และการเพิ่มจํานวนอย่างต่อเนื่อง แต่การนําปลาออกจากระบบนิเวศ เพื่อใช้ประโยชน์ ก็เป็นหนึ่งในวิธีลดจำนวนที่เห็นผลได้จริงในทางปฏิบัติ มากกว่า การปล่อยให้ประชากรเพิ่มขึ้น โดยไม่มีการจัดการ แล้วโยนกันไปมาว่า เป็นหน้าที่ของใคร หรือใคร จะเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหา
นักวิชาการอิสระ ระบุด้วยว่า หลายภาคส่วน เริ่มมองว่าการแก้ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการรอการดำเนินงานจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว เช่น เครือข่ายเผ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย ที่เตรียมจัดประชุมหารือร่วมกันในวันที่ 17-18 มิถุนยาน 2569 ที่จ.เพชรบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ ปลาหมอคางดำและสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดอื่น จากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพรชบุรี
การหารือครั้งนี้ จะครอบคลุมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาด ผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนแนวทางการยกระดับการทํางานของเครือข่ายและกลุ่มเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงรูปธรรมต่อภาครัฐ ซึ่งละท้อนให้เห็นว่าปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลาหมอคางค่า แต่เป็นประเด็นที่หลายพื้นที่ก้าลังเผชิญและต้องการแนวทางจัดการว่วมกัน ในระยะยาว
ท้ายที่สุด ปัญหาของสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมากที่ประเทศไทยต้องเผชิญหลายสิบปี บางชนิดถูกจับนำไปใช้ประโยชน์จนลดจำนวน บางชนิด ยังคงขยายพันธุ์ต่อไป และบางชนิดอาจกําลังรอวันกลายเป็นบัญหาใหม่ หากไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้า การลักลอบปล่อย และการเคลื่อนย้ายพันธุ์สัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไทยก็อาจต้องเผชิญปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต
และบางที การแก้บัญหาที่ยั่งยืนที่สุด อาจไม่ใช่การมองสัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นเพียงผู้ร้ายของระบบนิเวศเท่านั้น แต่คือ การทำความเข้าใจสาเหตุของบัญหา การป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเพิ่มเติม และการหาวิธีจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ไนปัจจุบันอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม


