ฮอร์โมนข้ามเพศในบัตรทอง
สร้างความเท่าทียม
แต่เพิ่มภาระด้านงบประมาณ
การที่รัฐบาลเตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนข้ามเพศที่ในอดีตต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการใช้ฮอร์โมนและการติดตามผลทางการแพทย์ด้วยตนเองเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพแล้ว รวม 8 รายการ แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาฮอร์โมนเพศหญิง ยาฮอร์โมนเพศชาย ยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย และยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง นอกจากนี้ยังครอบคลุมบริการตรวจสุขภาพ การประเมินสุขภาพจิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ ไต และระบบเผาผลาญ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐาน
ทั้งนี้ ไม่มีใครปฏิเสธว่าประชาชนทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศสภาพหรืออัตลักษณ์ทางเพศ การเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษา และการติดตามอาการทางการแพทย์จึงเป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับได้ เพราะเป็นการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานที่รัฐพึงจัดให้กับประชาชนทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กำลังถูกตั้งคำถามคือ ความเหมาะสมของการนำยาฮอร์โมนทั้ง 4 กลุ่มหลักเข้ามาอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบบัตรทอง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ และต้องรองรับความต้องการรักษาพยาบาลของประชาชนหลายสิบล้านคน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาภาระหนี้สะสม ขณะที่ผู้ป่วยโรคร้ายแรงจำนวนมากยังต้องเผชิญปัญหาการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีราคาสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง แน่นอนว่าการดำเนินการของภาครัฐเช่นนี้ จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายงบประมาณทันที เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า งบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีของประชาชนมีอยู่อย่างจำกัด การเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ทุกครั้งย่อมหมายถึงภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรในส่วนอื่นด้วย
เมื่อยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่รอคอยการเข้าถึงยารักษาโรคร้ายแรง หรือโรงพยาบาลหลายแห่งยังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องอธิบายให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับยาฮอร์โมนดังกล่าวมีความคุ้มค่าเพียงใด มีจำนวนผู้ได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน และส่งผลต่อภาพรวมของงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐควรเปิดเผยข้อมูลต้นทุน ผลลัพธ์ทางสุขภาพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถร่วมพิจารณาได้ว่านโยบายดังกล่าวตอบโจทย์การใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างเหมาะสมหรือไม่ เพราะการตัดสินใจด้านสาธารณสุขไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติทางสังคมหรือสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณและความยั่งยืนของระบบด้วย
การสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพเป็นเป้าหมายที่สำคัญของทุกสังคม แต่ความเท่าเทียมต้องเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบในการบริหารทรัพยากรสาธารณะ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ชี้แจงต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดการสนับสนุนยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพจึงควรได้รับการจัดสรรงบประมาณในช่วงเวลาที่ระบบสาธารณสุขยังเผชิญความท้าทายอีกหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้ไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม


