TH-AI Passport แจก AI Pro แต่ไม่สร้างคนให้ใช้ AI เป็น
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความล่าสุด ความว่านโยบาย TH-AI Passport ใช้งบ 1,600 ล้านบาท เพื่อซื้อบริการ AI ระดับพรีเมียมแจกให้ประชาชนใช้ฟรี 5 ล้านบัญชี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของโลกอนาคตได้อย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกันก็มีเสียงคัดค้านถึงความคุ้มค่าของโครงการ และเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในการสร้างความรู้ด้าน AI ให้กับประชาชนมากกว่าการซื้อบริการมาแจก
หากพิจารณาอย่างเป็นกลาง จะพบว่าทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลรองรับ แต่คำถามสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สังคมต้องตั้งร่วมกันคือ รัฐกำลังลงทุนกับ “เครื่องมือชั่วคราว” หรือกำลังลงทุนกับ “ศักยภาพที่ยั่งยืนของมนุษย์” กันแน่
ในความเป็นจริง AI ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าถึงยากเลย แพลตฟอร์มเวอร์ชันฟรีจำนวนมากมีประสิทธิภาพสูงและเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มี AI ใช้” แต่อยู่ที่ “ยังไม่รู้ว่าจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” มากกว่า
คนที่ไม่เข้าใจ AI ต่อให้ได้รับบัญชี Pro ก็อาจใช้เพียงถามคำถามทั่วไป สรุปข้อความ หรือช่วยทำงานง่าย ๆ ขณะที่คนที่มีทักษะในการใช้ AI แม้ใช้เวอร์ชันฟรี ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูล สร้างรายได้ หรือพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมหาศาล
สิ่งที่น่ากังวลคือ งบประมาณที่เสียให้กับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติเพื่อซื้อลิขสิทธิ์แบบสัญญารายปีนั้น เป็นต้นทุนที่จ่ายแล้วหมดไป และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา ประชาชนย่อมกลับไปสู่จุดเดิม เว้นแต่รัฐจะยอมแบกรับภาระงบประมาณต่อไปไม่สิ้นสุด นโยบายลักษณะนี้จึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียง “นโยบายเชิงสัญลักษณ์” เอาไว้สร้างภาพว่าประเทศกำลังก้าวทันโลก แต่ไม่ได้สร้างรากฐานทางปัญญาหรือการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีการให้ความรู้ควบคู่กัน AI อาจทำให้คุณภาพการเรียนรู้ลดต่ำลงด้วยซ้ำ นักเรียนอาจใช้ AI ทำการบ้านแทนการคิด ข้าราชการอาจใช้ AI เขียนรายงานโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือประชาชนอาจเชื่อข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นโดยไม่รู้เท่าทัน เพราะ AI เองก็สามารถผิดพลาด สร้างข้อมูลเท็จ หรือให้คำตอบที่คลาดเคลื่อนเพียงเพื่อเอาใจผู้ถามได้
แนวทางที่สมดุลกว่าคือ รัฐควรใช้งบประมาณไปกับการสร้างระบบการเรียนรู้ด้าน AI อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหลักสูตรฟรีสำหรับประชาชน การอบรมครู นักเรียน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และข้าราชการ ให้สามารถใช้ AI เพื่อพัฒนางานและอาชีพของตนเองได้ พร้อมทั้งสอนเรื่องจริยธรรม การตรวจสอบข้อมูล และข้อจำกัดของ AI ไปพร้อมกัน
ส่วนการสนับสนุน AI ระดับ Pro อาจใช้ในลักษณะ “เฉพาะกลุ่มเป้าหมาย” เช่น นักวิจัย นักเรียนสายเทคโนโลยี ครู ผู้ประกอบการ หรือธุรกิจขนาดเล็กที่จำเป็นต้องใช้ศักยภาพขั้นสูงจริง ๆ มากกว่าการแจกแบบเหวี่ยงแหโดยไม่มีระบบรองรับ
ประเทศที่จะได้เปรียบและยืนหยัดได้ในยุคแห่งความผันผวน ไม่ใช่เพราะมีสถิติจำนวนประชากร “ใช้ AI ได้” มากที่สุด หากแต่คือประเทศที่มีประชากร “ใช้ AI เป็น” และรู้เท่าทันเทคโนโลยี ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ คือตัวกำหนดอนาคตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง


