สนธิ ฟาดตรงถึง "เอกณัฐ" อย่ากะล่อน อย่าอมสากกะเบือ หลัง อ.ปานเทพ-ภาคประชาชน ถอนตัวคณะทำงานน้ำมัน
ประเด็นการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจาก อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และตัวแทนภาคประชาชน ประกาศถอนตัวจากคณะทำงานร่วมด้านพลังงาน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการผลักดันข้อเสนอเพื่อช่วยลดภาระประชาชนยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม
ในรายการ "สนธิทอล์ก" นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน พร้อมส่งคำถามตรงถึง นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยระบุว่า
"อย่ากะล่อน อย่าอมสากกะเบือ เหมือนรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล"
พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดข้อเสนอที่ภาคประชาชนผลักดันร่วมกับคณะทำงาน จึงยังไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
อ.ปานเทพ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมคณะทำงานจำนวน 2 ครั้ง โดยมีข้อเสนอสำคัญหลายประเด็น อาทิ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น การตัดค่าพรีเมียม การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่ให้เกิน 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การจัดสรรโครงสร้างต้นทุนอย่างเป็นธรรม และการยกเลิกแนวทางที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ทบทวนนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท ซึ่งถูกมองว่าเป็นการผลักภาระต้นทุนกลับไปยังประชาชนในระยะยาว โดย อ.ปานเทพ เห็นว่าหากมีการปรับโครงสร้างอย่างเหมาะสม ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ อ.ปานเทพ และภาคประชาชนตัดสินใจถอนตัว คือความล่าช้าในการขับเคลื่อนมติและข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริง แม้จะมีการหารือและสรุปแนวทางในหลายเรื่องแล้วก็ตาม
ด้านนายสนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอหลายเรื่องเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ จึงเกิดคำถามว่ามีแรงต้านจากกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถเดินหน้าได้ตามที่ประชาชนคาดหวัง
นายสนธิ ยังระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยให้กำลังใจนายเอกณัฐในการผลักดันการปฏิรูปด้านพลังงาน แต่เมื่อภาคประชาชนตัดสินใจถอนตัวออกจากคณะทำงานแล้ว รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคมอย่างชัดเจน
"ประชาชนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมข้อเสนอที่บอกว่าทำได้ จึงยังไม่เกิดผล"
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยหลายฝ่ายรอฟังคำชี้แจงจากกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะมีแนวทางเดินหน้าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานอย่างไรต่อไป
News1 รายงาน


