สมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อเศรษฐกิจชุมชน ขอทบทวนการรับซื้อไฟฟ้า ขณะที่กระทรวงพลังงาน เตรียมประกาศแผน PDP รองรับนโยบายพลังงานสะอาด
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย แพทย์หญิงบุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฏฐา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.กาฬสินธุ์ เขต 5 หารือกับนางสาวภัทรภร วรามิตร นายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อเศรษฐกิจชุมชน โดยผู้ประกอบการได้ราคารับซื้อไฟฟ้าในระบบ Feed-in Tariff (FiT) ช่วงระยะเวลาที่โดนตัดจำนวนปี ทำให้อายุสัญญาไม่ถึง 20 ปี สำหรับโรงไฟฟ้า VSPP (Very Small Power Producer) คือ ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ที่เคยเปลี่ยนระบบจาก Adder เป็น FiT ทำให้มีราคาสูงกว่า
โดยการคำนวณผลตอบแทน เปลี่ยนจาก Adder มาเป็น FiT นั้น ภาครัฐคำนวณว่าหากให้ราคา FiT (เช่น 4.24 บาทต่อหน่วย) ตลอดอายุสัญญาเดิม จะทำให้ผู้ประกอบการได้ผลตอบแทนเกินสมควร (Over Return) จึงมีการ "หั่นระยะเวลาสัญญา" ให้สั้นลงเพื่อให้ได้ผลตอบแทน (IRR) เท่าเดิมตามกรอบที่กำหนดไว้ หลังจาก มติ กพช. กำหนดให้โรงไฟฟ้าสามารถ "ต่ออายุสัญญา" ให้ครบ 20 ปีตามอายุโรงไฟฟ้าได้ แต่กำหนดอัตรารับซื้อใหม่ที่ 2.28 บาท
ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล มองว่า ราคา ไม่สะท้อนต้นทุนจริง โดยอัตรา 2.28 บาทนั้น "เป็นไปไม่ได้เลย" เพราะไม่ได้คำนึงถึงค่าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน ขณะที่ ต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการระบุว่าต้นทุนจริง (Actual Cost) ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.83 - 3.86 บาทต่อหน่วย หากต้องรับซื้อในราคา 2.28 บาท จะทำให้เกิดสภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ ข้อเสนอจากสมาคมฯ หากภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าใหม่ (New Build) อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 700 ล้านบาท แต่การสนับสนุนโรงไฟฟ้าเดิมให้เดินเครื่องต่อได้ ( อาจต้องปรับปรุงเครื่องจักรประมาณ 100 ล้านบาท) นับว่ามีต้นทุน ถูกกว่าสำหรับภาครัฐ จึงเสนอให้ภาครัฐหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้โรงไฟฟ้าอยู่รอดและจ้างงานต่อได้
นางสาวภัทรภร วรามิตร นายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อเศรษฐกิจชุมชน ยอมรับว่า เป็นราคารับซื้อที่ผู้ประกอบการทุกรายได้กำไรจากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและราคาเชื้อเพลิงชีวมวลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันจากภาคขนส่งที่ต้องใช้ในการขนส่งเชื้อเพลิงชีวมวลจากสถานที่ทำการเกษตร มายังโรงไฟฟ้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า ราคารับซื้อแบบ FiT ในขณะนี้ ยังพอจะทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ประคับประคองกิจการต่อไปได้ หากราคาน้ำมันในภาคการขนส่งไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้ แต่มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าลงเหลือเพียง 2.28 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ไม่มีทางที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจะประกอบกิจการโดยได้รับราคารับซื้อดังกล่าวอย่างแน่นอน
สำหรับปัญหาด้านเชื้อเพลิงและการกำกับดูแล โรงไฟฟ้าในกลุ่มสมาคมฯ ใช้เชื้อเพลิงหลากหลาย เช่น ไม้ฟืนยูคาลิปตัส, ทลายปาล์ม, และชานอ้อย ซึ่งอุปสรรคจากสำนักงาน กกพ. ยังมีปัญหาว่า เมื่อต้องการเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนเชื้อเพลิง จะต้องขออนุญาตหรือแจ้งต่อ กกพ. มีกระบวนการพิจารณา "ล่าช้ามาก" และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน จึงต้องการให้รัฐบาล ปรับปรุงอัตรารับซื้อไฟฟ้าช่วงขยายเวลา (หลังปี 2567) จากเดิม 2.28 บาท ให้สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงปัจจุบันเพื่อให้โรงไฟฟ้าไม่ขาดทุน การลดขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาของ กกพ. โดยเฉพาะเรื่องการขออนุญาตปรับปรุงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง
ปัจจุบันของโรงไฟฟ้าชีวมวล มีการสิ้นสุดอายุสัญญา โรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวนมากกำลังทยอยสิ้นสุดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (3 ปี) ซึ่งผู้ประกอบการยืนยันว่าโรงไฟฟ้า ยังมีสภาพดีและสามารถดำเนินการต่อได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนใหม่เหมือนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ต้องใช้เวลากว่า 4 ปี โดยขณะนี้มีโรงไฟฟ้าที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด 138 รายทั่วประเทศ คิดเป็นกำลังการผลิตรวมประมาณ 800 - 868 เมกะวัตต์ ทุกรายมีความประสงค์ที่จะดำเนินการต่อ แต่ปัญหาเรื่องราคารับซื้อไฟฟ้า (FiT) เพราะราคา ไม่คุ้มทุน จากมติ กพช. ในปี 2567 กำหนดราคารับซื้อที่ 2.28 บาทต่อหน่วย ผู้ประกอบการมองว่าราคานี้ "เท่ากับศูนย์" เพราะไม่สามารถดำเนินกิจการได้จริง
ขณะที่ต้นทุนเฉพาะค่าเชื้อเพลิง เช่น ไม้ท่อน, Wood chip อยู่ที่ประมาณ 2.60 บาทต่อหน่วย แต่ราคารับซื้อคืนอยู่ที่ 2.28 บาท โดยราคาไม้ท่อน ประมาณ 1,000 บาทต่อตัน และ Wood chip อยู่ที่ 1,250 - 1,300 บาทต่อตัน (โดยใช้เชื้อเพลิงประมาณ 2 ตันเพื่อผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์) [5] เมื่อ เปรียบเทียบกับพลังงานอื่น เช่น การผลิตโซลาร์เซลล์ ต้นทุนประมาณ 2 บาท ขายได้ 3 บาท ยังพอมีกำไร ขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวล/ขยะ มีต้นทุนจริง (FiT เดิม) ประมาณ 3 บาทเกือบ 4 บาท หากถูกบังคับให้ขายในราคา ตามมติใหม่ (2.28 บาท) จะส่งผลให้ขาดทุนจนต้องปิดตัวลง
โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยเงินสดตลอด 24 ชั่วโมง การปิดโรงไฟฟ้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก มีบุคลากรและช่างเทคนิคที่สร้างขึ้นมาเพื่อระบบนี้เป็นร้อยๆ รายที่จะต้องตกงานหากโรงไฟฟ้าต้องหยุดกิจการ โดยผู้ประกอบการ จำยอมเซ็นสัญญา ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายจำใจต้องเซ็นสัญญา "รับสภาพ" ที่ราคา 2.28 บาท เป็นเวลาประมาณ 4 ปี เพื่อรักษาสิทธิ์ในการต่ออายุสัญญา โดยมีการ "สงวนสิทธิ์เรื่องราคา" ไว้ในสัญญาเพื่อรอการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ได้มีการนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อวุฒิสภา (สว.) และส่งสรุปประเด็นไปยังรัฐมนตรี, กบง., กพช. และนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ปัจจุบันเรื่องยังคงค้างอยู่ในการพิจารณาและยังไม่มีความคืบหน้า
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มีการระบุสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,400 เมกะวัตต์ ซึ่งแผนนี้ ต้องออกมาในอีกไม่นาน เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการออกแผนใหม่มานานถึง 8 ปีแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริม พลังงานสะอาด (Clean Energy) เพื่อนำมาใช้ควบคู่กับแหล่งพลังงานที่ไม่เสถียร เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลมองผลประโยชน์ในมิติต่างๆ ของโครงการพลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน พลังงานสะอาดผลิตได้ในประเทศจะถูกนำมาทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องของความมั่นคงและช่วยลดการขาดดุล,การดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดปัญหาPM2.5โดยเปลี่ยนจากการเผาในพื้นที่โล่งแจ้งมาเป็นการเผาในระบบปิดที่มีการควบคุม นอกจากนี้ยังมีการบังคับให้ติดตั้ง ระบบตรวจสอบการปล่อยมลพิษแบบต่อเนื่อง(CEMS)เพื่อควบคุมปัญหามลภาวะ มองว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ


