xs
xsm
sm
md
lg

ย้ายคนเละเทะ 'สนิมเนื้อใน' ลามหนัก เซาะกร่อน 'ป.ป.ช.'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแรงกดดันภายนอกและปัญหาภายในองค์กรที่เริ่มปะทุชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. เพิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณียกคำร้องข้อกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จนเกิดคำถามจากสังคมถึงมาตรฐานการทำงานและความเข้มข้นในการตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมถึงความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมขององค์กร

ทว่าล่าสุด ปัญหาที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในกลับไม่ใช่เรื่องการไต่สวนคดีทุจริต แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการบุคลากรภายในสำนักงาน ป.ป.ช. เอง ภายหลังเกิดกระแสไม่พอใจต่อกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งคนในองค์กรจำนวนไม่น้อยมองว่า ขาดความโปร่งใสและไม่เป็นธรรม

ประเด็นดังกล่าวเริ่มร้อนแรงขึ้นหลังมีการประกาศใช้ระเบียบย้ายปี 2569 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากข้าราชการภายในองค์กร จนมีรายงานว่า ข้าราชการบางส่วนกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก ขอให้เพิกถอนข้อกำหนดบางประการของระเบียบดังกล่าว พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการบังคับใช้กับผู้ร่วมฟ้องคดี จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาภายในองค์กรอิสระแห่งนี้กำลังขยายตัวจากความไม่พอใจระดับบุคคล ไปสู่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับระบบบริหารบุคคล ซึ่งถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนสำหรับองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว กรณีของนายณัฐวุฒ ขมประเสริฐ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดปะทุสำคัญ หลังเจ้าตัวยื่นอุทธรณ์คำสั่งโยกย้ายอย่างเป็นทางการ ภายหลังมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับสูง “บิ๊กล็อต” จำนวน 14 ตำแหน่ง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้งโยกย้ายเมื่อปลายเดือนมกราคม 2569

คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้นายณัฐวุฒ ถูกย้ายจากตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 3 ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักงาน ป.ป.ช. แม้ตำแหน่งใหม่จะยังคงอยู่ในระดับ 10 เทียบเท่าตำแหน่งเดิม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีผลกระทบต่อเส้นทางราชการและอำนาจหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ

นายณัฐวุฒระบุในคำอุทธรณ์ว่า การโยกย้ายครั้งนี้ทำให้ตนต้องหลุดออกจากสายงานกระบวนการยุติธรรม ไปอยู่ในสายงานตรวจราชการ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานไต่สวนได้อีก ทั้งที่ภารกิจดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของสำนักงาน ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่ใช่ตำแหน่งประเภทหัวหน้าส่วนราชการหรือสายงานอธิบดีที่มีอำนาจบริหารโดยตรง ส่งผลให้บทบาทในการกำกับนโยบายและการตัดสินใจเชิงบริหารลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น คือ ประวัติการทำงานของนายณัฐวุฒ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 3 ได้รับผลการประเมินการปฏิบัติราชการระดับดีเด่น ต่อเนื่องถึง 5 รอบ ไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัย ไม่เคยถูกลงโทษ หรือแม้แต่ถูกตักเตือนจากผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับพระราชทาน “เหรียญจักรพรรดิมาลา” หรือ ร.จ.พ. ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับข้าราชการผู้มีความชอบในการรับราชการ สะท้อนถึงผลงานและความประพฤติที่ได้รับการยอมรับในระบบราชการ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม คือ แนวปฏิบัติในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา โดยนายณัฐวุฒระบุว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่เคยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. คนใด ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการในลักษณะเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งกรณีดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นการย้ายเพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง หรือกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535

ด้วยเหตุนี้ นายณัฐวุฒจึงขอให้มีการทบทวน ยกเลิก หรือเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว พร้อมขอให้ตนได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมในสายงานกระบวนการยุติธรรม

กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านการบริหารบุคคลธรรมดา แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของปัญหาความโปร่งใสภายในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของประเทศ เพราะหากแม้แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่สร้างมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมและความโปร่งใสเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของสังคม

วิกฤติศรัทธาที่กำลังก่อตัวขึ้นในวันนี้ อาจกลายเป็น “สนิมเนื้อใน” ที่กัดกร่อนองค์กร ป.ป.ช. จากภายใน และหากไม่เร่งสร้างความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในการบริหารงานบุคคล ปัญหาในระยะยาวอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ความขัดแย้งภายในองค์กร แต่จะลุกลามไปสู่การตั้งคำถามต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช. ทั้งระบบในอนาคต