“สส.หมอนัท” จี้แก้ความเหลื่อมล้ำ ราคารับซื้อ พลังงานแสงอาทิตย์กับพลังงานชีวมวล แนะเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าชีวมวล ต่อลมหายใจโรงงาน ช่วยรับซื้อเศษวัสดุ หญ้าเนเปียร์ เพิ่มรายได้ชุมชน
พญ. บุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฏฐา สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 กล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมหลายภาคส่วนให้ผลิตและใช้พลังงานทดแทนในช่วงราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ยอมรับว่า การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) กับพลังงานชีวมวล (Biomass) ยังมีความแตกต่าง เหลื่อมล้ำกันอย่างมาก รัฐบาลโดย (กพช.) อนุมัติรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 10 ปี ตั้งเป้าหมายรับซื้อรวมทั่วประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ (MW) จำกัดการขายไฟฟ้าไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์ เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าสะอาดและลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เนื่องจากการผลิตโซลาร์เซลล์ มีจุดเด่นคือ ติดตั้งง่ายและต้นทุนต่ำ รัฐบาลจึงรับซื้อกระแสไฟฟ้าเข้าระบ ประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย เพราะไม่มีค่าเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน หรือค่าบำรุงรักษาที่ซับซ้อน แต่มีข้อเสียสำคัญคือ ขาดเสถียรภาพ ผลิตไฟได้เฉพาะกลางวัน (ประมาณ 4 ชั่วโมงที่มีแดดจัด) และประสิทธิภาพจะลดลงมากในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝนที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม
ขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวล มีความเสถียรสูงกว่า สามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน แต่มีต้นทุนการดำเนินงานสูงกว่ามาก เนื่องจากมีเครื่องจักรที่สึกหรอตลอดเวลา (High temperature, High pressure) ต้องใช้แรงงานประมาณ 60-70 คนต่อโรง และมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง จากการรับซื้อเศษวัสดุจากชุมชนรอบโรงงาน เช่น ราคาหญ้าเนเปียร์ เช่น ท่อนพันธุ์เนเปียร์ปากช่อง 1-100 ท่อน ราคาประมาณ 89-199 บาท (เฉลี่ย 1-2 บาท/ท่อน) มีการราคารับซื้อกระแสไฟฟ้า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้ต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เปลี่ยนจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ในอัตราคงที่ 2.28 บาทต่อหน่วย ขณะที่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลระบุว่า ควรรับซื้อให้สูงขึ้น เพระต้นทุน อยู่ที่ประมาณ 2.50-2.60 บาทต่อหน่วย ทำให้โรงไฟฟ้าชีวิมวลดำเนินกิจการต่อไปเป็นไปได้ยาก
สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 มองว่า ราคาที่รัฐให้โรงไฟฟ้าชีวมวล 2.28 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับโซลาร์เซลล์ได้ราคา 2.20 บาท เพราะชีวมวลมีต้นทุนค่าแรงและเชื้อเพลิงที่สูงกว่ามาก โดยราคาที่เหมาะสมสำหรับชีวมวล ควรมากกว่า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้และจูงใจให้เกษตรกรรอบชุมชนนำวัสดุเหลือใช้มาขาย อีกทั้งงบส่งเสริมพลังงานชีวมวลในปัจจุบัน มองว่าไม่เป็นภาระต่อค่าไฟภาพรวม เพราะพลังงานทดแทนมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ
นโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทน นับเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เช่น การรับซื้อใบอ้อย ฟางข้าว และเหง้ามันสำปะหลัง ช่วยลดการเผาในที่โล่ง รัฐบาลควรเดินหน้าส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทนให้มากขึ้น อย่างเช่น หญ้าเนเปียร์ หรือกระถินยักษ์ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรและช่วยสร้างสมดุลราคาพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ไม่ให้ราคาตกต่ำจากการล้นตลาด และยังช่วยการสร้างงาน เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนผ่านการจ้างงานและรับซื้อเชื้อเพลิง
สส.หมอนัท กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ มาใช้ในการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวล เช่น การเปลี่ยนเตาเผายุคใหม่ จะได้ผลผลิต คือ “ไบโอชา (Biochar)” ซึ่งเป็นสารปรับปรุงดินที่มีรูพรุนสูง ช่วยให้จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดีขึ้น นับว่าได้ช่วยเหลือเกษตรกรด้านปุ๋ยได้อย่างมากอีกทางหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาต้นทุนปุ๋ยราคาแพง จากราคาพลังสูงขึ้น และยังได้ “คาร์บอนเครดิต” เพิ่มเติมอีกด้วย นับว่า การพึ่งพาตนเอง ผ่านพลังงานชีวมวลช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และในอนาคตคนไทยจะสามารถพัฒนาศักยภาพจนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลได้เองทั้งโรง นับว่าช่วยลดต้นทุนในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาล ควรต่ออายุใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวลออกไป (เช่น รอบละ 20 ปี) เพื่อให้ต้นทุนคงที่ลดลง และควรให้เอกชนทำพันธสัญญาประกันราคารับซื้อพืชพลังงานจากเกษตรกรโดยตรงโดยที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณซัพพอร์ตภาคเอกชน


