สุริยะเด้งอ.ฝนหลวง
เกมเชือดไก่ให้ลิงดู
ราเชนหมูไม่กลัวน้ำร้อน
แฉยิบ ผลประโยชน์ทับซ้อน
กลายเป็นดราม่าร้อนทางการเมืองไปเเล้วหลังมติครม.ล่าสุด มีการเเต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำเเละข้าราชการการเมือง ตามที่รมว.เกษตรเเละสหกรณ์ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”เสนอ
โดยการเเต่งตั้งข้าราชการการเมือง ห้าเก้าอี้คือ
1. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์: เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2. นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย: ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3. นายธีระชัย แสนแก้ว: ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ)
4. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช: ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการนายวัชระพล ขาวขำ)
5. นายจเด็ศ จันทรา: ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)
ห้าเก้าอี้นี้มีไว้ตอบเเทนอดีตสส.-อดีตผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทยที่สอบตกงวดนี้ อันนี้ชิลล์ๆกับบริบททางการเมืองไทย
เเต่ประเด็นร้อนที่อาจกลายเป็นจุดดับตะวันนั้นคือ
* การขยับข้าราชการบริหารระดับสูง มีสามตำเเหน่งในการเเต่งตั้งโยกย้ายคือ
1. นายวิทยา แก้วมี: จากผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
2. นายราเชน ศิลปะรายะ: จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง
3. นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงค์: ต่อเวลาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. 69
สามเก้าอี้นี้กลายเป็นระเบิดลูกใหม่ทางการเมืองทันทีเพราะเเปลว่านายสุริยะที่เข้ามานั่งเก้าอี้รมต.กระทรวงนี้ได้ไม่เท่าไหร่ เจ้าของฉายา”เดอะ ซัน“ก็สั่งโยกย้ายข้าราชการประจำทันทีสามเก้าอี้เเบบนอกฤดูกาล ซึ่งมันผิดธรรมชาติเพราะปกติการเเต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจะเกิดช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนก่อนที่ปีงบปีงบประมาณรายจ่ายจะสตาร์ทในวันที่1ตุลาคม
ไม่รู้ว่าเกิดด้วยเหตุผลกลใด? เเละจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่จากการขยับของสุริยะว่าหากข้าราชการคนใดเเข็งเมือง ไม่สนองนโยบายรมต.ก็จะประสบชะตากรรมดั่งที่เกิดขึ้นกับมติครม.ล่าสุด?!?
เคสนี้ คำตอบที่สังคมรับรู้จากฝ่ายกระทำเเละฝ่ายที่ถูกกระทำมีคำอธิบายที่เเตกต่างกัน โดยฝ่ายที่ถูกกระทำคือการเปิดเผยของนายราเชนที่ยื่นใบลาออกทันทีในวันที่29เมษายนเเละมีผลในวันที่23มิถุนายน 2569 หลังมติครม.วันที่28เมษายนได้รับความเห็นชอบ โดยข้าราชการ ซี10รายนี้ของกระทรวงเกษตรฯทิ้งระเบิดการเมืองใส่รมต.เจ้ากระทรวง ว่า
“มีบุคคลพยายามติดต่อเข้าพบอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโทรศัพท์เข้ามาหลายครั้งถึง 5–6 ครั้ง แต่เมื่อมีการนัดหมายกลับไม่มาตามนัด และมีบุคคลอื่นอ้างตัวเข้ามาแทน มีการอ้างว่าจะเข้ามาคุยเรื่องซ่อมอากาศยานของหน่วยงาน แต่ตัวจริงที่นัดกลับไม่มา เป็นคนอื่นมาแทน ซึ่งไม่ได้เป็นคนนัด มีบันทึกการติดต่อและหลักฐานครบถ้วนและยืนยันว่ามีบุคคลเรียกไปคุยที่อาคารแห่งหนึ่งแถวย่านถนนวิภาวดีรังสิต ชั้น 4 ”
ส่วนของประเด็นงบประมาณซ่อมอากาศยานปี 2570 นายราเชน ยืนยันว่า เป็นกระบวนการปกติของราชการ ทุกหน่วยต้องเสนอคำของบประมาณ โดยหน่วยงานมีอากาศยานกว่า 30 ลำ และมีงบซ่อมบำรุงปีละประมาณ 300 ล้านบาท บางรายการอาจสูงถึง 30–40 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัย ซ่อมต้องซ่อมจริง ไม่ซ่อมไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและย้ำอีกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบ โปร่งใส และเปิดเผย
โดยรับรู้กันว่าบุคคลที่นายราเชนอ้างนั้นคือหลานชายของนาบสุริยะ เเละนัยยะที่นายราเชนอ้างไว้คือมีหลานชายของรมต.เจ้ากระทรวงขอนัดพบหลายครั้งเพื่อเจรจาดีลงบซ่อมเครื่องบิน
นายสุริยะ กล่าวทันทีหลังจากนายราเชนเปิดเผยเหตุผลในการลาออกว่า ขอให้สังคมพิจารณาดูว่าประเด็นแค่นี้ จะต้องถึงขั้นมีการโยกย้ายตำแหน่งเลยหรือไม่ และตั้งแต่ที่ตนเองเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ ปี 2545 ไม่เคยใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อสร้างความไม่พอใจในการทำงานของข้าราชการ ส่วนสาเหตุที่มีการโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย โดยมองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก ที่ต้องมีการเร่งการดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ยอมรับว่าปัจจัยเรื่องข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุอาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ เป็นสาเหตุในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายในครั้งนี้ ส่วนเรื่องที่หลานผมพยายามติดต่อหาอธิบดีกรมฝนหลวง จะเป็นการของานหรือไม่ ขอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวหากเป็นความจริงถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสาเหตุดังกล่าวไปย้ายอธิบดี และที่ผ่านมาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้เน้นย้ำกับผู้อำนวยการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์ และได้สอบถามกับหลานของตนเองแล้วทราบว่า ได้มีการโทรศัพท์ไปขอเข้าพบจริงแต่ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกัน
“กระทรวงเกษตรเกี่ยวข้องกับรากหญ้า ทั้งเรื่องปัญหาแล้ง ปัญหาไฟป่า ผมต้องการคนที่คล่องตัว ที่อายุน้อยทำงานไม่ใช่คนแก่ใกล้เกษียณ”นายสุริยะระบุ และการโยกย้าย ที่ขณะนี้มีข้าราชการใกล้เกษียณอยู่หลายตำแหน่ง จะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายอีกหรือไม่ นายสุริยะ ตอบว่า “กำลังพิจารณา”
“กระทรวงเกษตรเกี่ยวข้องกับรากหญ้า ทั้งเรื่องปัญหาแล้ง ปัญหาไฟป่า ผมต้องการคนที่คล่องตัว ที่อายุน้อยทำงานไม่ใช่คนแก่ใกล้เกษียณ”
นายสุริยะระบุ
ส่วนประเด็นที่นายราเชน เปิดเผยว่ามีการขอข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 ของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปพูดแถวย่านรัชดาภิเษกนั้น นายสุริยะย้ำว่า ตนไม่เคยไปพูดคุยเรื่องดังกล่าวย่านรัชดาภิเษก โดยขอให้พิจารณาดูที่ตั้งของพรรคใดอยู่ในย่านรัชดาภิเษก ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในเขตนั้น ยืนยันว่ามีการขอเรียกดูข้อมูลจริงเนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้รับการประสานให้เข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องมีการเรียกขอดูข้อมูล ในเรื่องของงบประมาณต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดเพื่อให้มีการสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคที่จะขับเคลื่อน และเพื่อให้เป็นไปตามกรอบแนวทางของสำนักงบประมาณเท่านั้น โดยในครั้งนั้นได้มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนง เลขานุการรัฐมนตรี เป็นผู้แทนในการพูดคุย
นายสุริยะระบุว่าตนมีความยินดีหากนายราเชนต้องการเข้ามาพูดคุย และยินดีรับฟัง แต่ขอยืนยันว่าสาเหตุที่โยกย้ายตำแหน่งของนายราเชนเพราะไม่ให้หลานของตนเข้าพบนั้นไม่เป็นความจริง
เพียงเท่านี้ก็พอจะตีความได้ว่า นายสุริยะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบหรือไม่ ใช้ตำเเหน่งอำนาจหน้าที่เเทรกเเซงการทำงานของข้าราชการหรือไม่ เอื้อประโยขน์ให้พวกพ้องหรือไม่ เเสวงหาผลประโยชน์โดยชอบหรือไม่
เพราะกระทรวงนี้นับเป็นกระทรวงเกรดเอ ที่นักการเมืองทุกคนเเละทุกพรรคหมายปองเพราะมีหน่วยงานในสังกัด15ส่วนราชการ สี่รัฐวิสาหกิจ สามองค์การมหาชน (https://www.moac.go.th/about-str_org) งบประมาณในปี2569คือ 130,111ล้านบาท โดยกรมชลประทานได้งบสูงสุดคือ87,807.8ล้านบาท
ส่วนงบของกรมฝนหลวงฯนั้นเเม้จะไม่มากนักเเต่หากมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของรมต.เอื้อประโยชน์ให้หลานชายนั้น เงินเพียงหนี่งบาทก็ไม่ควรเกิดชึ้น
นายสุริยะสั่งเด้งนายราเชนเเบบเหตุผลเเสนจะเบาหวิวนั้น สังคมพิจารณาได้อย่างไร เเละท่าทของหัวหน้ารัฐบาลคือนายอนุทิน ชาญวีรกูลนั้น มีคุณลักษณะผู้นำที่ดีเเละยึดคุณธรรมหรือไม่
เพราะสังคมรับรู้ถึงลีลาการเด้งเชือกเข้ามุมทันทีของนาบอนุทินเมื่อตอนสายวันที่30เมษายนเพราะนายกรัฐมนตรีตอบคำถามนี้เเบบสังคมเเอบมองบนทันทีที่ได้ยินว่า “เรื่องนี้ต้องถามนายสุริยะ เพราะรับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯ”
เมื่อถามว่าเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นดราม่าใหญ่โตระหว่างอธิบดีกับรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีย้ำอีกว่าต้องไปถามนายสุริยะ ว่าการตัดสินใจเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
30ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้ลงนามในคำสั่งให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช.แทน เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2554
จากนั้นวันที่ 19 ต.ค.2554น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติเสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 ก.ย.2555และเป็นเครือญาติของตน ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่างลงต่อที่ประชุม ก.ต.ช. ในการประชุมครั้งที่ 5/2554 ซึ่งที่ประชุม ก.ต.ช. มีมติเห็นชอบ
ทำให้นายถวิลยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีต่อศาลปกครอง
และเคสนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลการประท้วงของกปปส.และเป็นปฐมบทอีกฉากหนึ่งของการยึดอำนาจวันที่22พ.ค.2557ของคสช.
โดยวันที่ 20 ก.พ. 2557ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล โดยชี้ว่า เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และวันที่ 7 พ.ค.2557ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ตามคำร้องที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว. และคณะรวม 28 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 268
จากกรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายผบ.ตร.เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ
“แสดงให้เห็นถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีวาระซ่อนเร้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต”
ดังนั้นเคสนี้ที่นายสุริยะเล่นกับไฟในกระทรวงเกษตรฯเเบบนี้นั้น อาจเป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้เส้นทางครม.เสี่ยหนู2 ย่ำรอยครม.ยิ่งลักษณ์เเบบไม่ผิดเพี้ยนเเม้เเต่องศาเดียว ดังนั้นรอติดตามว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยปี2557หรือไม่ !?!


