คดีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์
แกะรอยเบื้องหลังถึงคนมีสี
ใครคือคนบงการตัวจริง?!?
เหตุการณ์ลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริเวณหน้าบ้านพักในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ได้กลายเป็นคดีที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการพยายามสังหารบุคคลระดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลางพื้นที่เปราะบาง แต่เพราะเบื้องหลังของคดีนี้ กำลังเผยให้เห็นโครงสร้างบางอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่คาด
หนึ่งในปริศนาที่ทำให้คดีเริ่มหาสาเหตุได้ คือ สติ๊กเกอร์ท้ายรถกระบะสีขาวของคนร้าย ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถต้องสงสัยอย่างชัดเจน และสติ๊กเกอร์ดังกล่าวกลายเป็นเบาะแสสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังทะเบียนรถ จนพบข้อเท็จจริงที่สร้างแรงสั่นสะเทือน รถคันนี้จดทะเบียนในสำนักนายกรัฐมนตรี และถูกใช้งานในหน่วย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดนราธิวาส
การเชื่อมโยงนี้ทำให้คดีไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังถูกขยายผลจะเกี่ยวข้องไปถึงคนมีสีหรือไม่ การสืบสวนเริ่มมีความคืบหน้าหลังการจับกุมผู้ต้องหาสองราย คือ นายสมพร และนายยศกร ลังเดช โดยพบข้อมูลสำคัญว่านายสมพร เป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน ที่ถูกให้ออกจากราชการไปแล้ว จึงมีการสอบสวนขยายผล จนได้ข้อมูลสำคัญว่ามีการนำรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุไปชำแหละที่อู่แห่งหนึ่ง ใน อ. ตากใบ จ. นราธิวาส
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และพบชิ้นส่วนรถยนต์จำนวนมาก ทั้งโครงรถ พวงมาลัย กันชน ไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาวที่ปรากฏในภาพหลักฐาน การชำแหละรถและการพยายามลบเลขตัวถัง รวมถึงการนำชิ้นส่วนไปทิ้งในแหล่งน้ำ สะท้อนถึงความตั้งใจอำพรางคดีอย่างเป็นระบบ
แม้เจ้าของอู่จะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิง แต่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการดังกล่าว โดยมีคำสั่งชัดเจนให้ทำลายร่องรอยของรถ ซึ่งเข้าข่ายการทำลายพยานหลักฐานโดยตรง ขณะเดียวกัน เส้นทางของรถหลวงคันนี้ยังนำไปสู่บุคคลในหน่วยงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เมื่อพบว่ามีนายทหารเป็นผู้ให้ยืมรถแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการแจ้งความรถหายในภายหลัง เหตุการณ์ลักษณะนี้ยิ่งเพิ่มข้อสงสัยว่ามีการรู้เห็นหรือไม่
รายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับมีอย่างน้อย 5 ราย รวมถึงผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เช่น นายธนภัทร วัฒนภิญโญ และ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นมือปืนและผู้ยืมรถ โดยมีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการครั้งนี้
รูปแบบการก่อเหตุยังชี้ให้เห็นถึงการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียด ตั้งแต่การติดตามเป้าหมายจากสนามบิน การเลือกเส้นทางหลบหนีที่หลีกเลี่ยงด่านตรวจ ไปจนถึงการทำลายหลักฐานหลังเกิดเหตุ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าระดับปฏิบัติการ และอาจมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังโดยการสอบสวนเพื่อแรงจูงใจนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเปิดทุกสมมติฐาน ทั้งประเด็นความมั่นคง ความขัดแย้งทางการเมือง และผลประโยชน์อื่นๆ
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนยันว่าคดีนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่ใช่คดีความมั่นคง แต่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับรถราชการและบุคลากรในระบบรัฐ ทำให้เส้นแบ่งดังกล่าวเริ่มพร่าเลือน นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือ ความโปร่งใสของกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ซึ่งองค์กรภาคประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลว่าอาจกระทบต่อความเป็นธรรมของคดี
จากสถานการณ์ทั้งหมดนี้คดีลอบยิง 'กมลศักดิ์' จึงไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ว่าจะสามารถคลี่คลายความจริงทั้งหมดได้หรือไม่ เพราะคำถามที่สำคัญที่สุดยังคงอยู่ คือ ใครเป็นผู้บงการตัวจริง และจะสามารถค้นหาความจริงมาเปิดเผยต่อสาธารณะได้มากเพียงใด
หากยังไร้คำตอบหรือคำตอบที่ได้ยังไม่ชัดเจน คดีนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งบาดแผลลึกในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ยังสั่นคลอนถึงกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย


