100 ปี ทองใบ ทองเปาด์
คนต้นแบบทนายคนยาก
ถึง ทนายหิวแสง - ส.ว.หิวอำนาจ
ปี 2569 จะครบรอบ 100 ปีชาติกาลของ 'ทองใบ ทองเปาด์' นับเป็นห้วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยควรหวนกลับมาทบทวนคุณูปการของทนายความและนักการเมืองผู้ได้รับสมญานามว่า “ทนายของคนยาก” ผู้ยืนหยัดอยู่บนหลักการอย่างแน่วแน่ ไม่โอนเอนไปตามแรงลมแห่งอำนาจและกระแสการเมือง
'ทองใบ ทองเปาด์' เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2469 และจากไปในปี พ.ศ. 2554 หากวันนี้ยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุครบ 100 ปีพอดี แม้ร่างกายจะดับสูญ แต่ผลงานทั้งในบทบาททนายความและสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมหาสารคาม ยังคงเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ทรงคุณค่า และควรค่าแก่การยกย่องเอาเป็นแบบอย่าง
ในบทบาททนายความ ลูกอีสานผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าคนนี้ ได้ปวารณาตนเป็นทนายความเพื่อเป็นที่พึ่งของคนจน ไม่เคยคิดค่าใช้จ่ายจากผู้เดือดร้อน เพราะเชื่อมั่นว่าสิทธิและเสรีภาพเป็นของทุกคน ไม่มีใครมีอำนาจมาพรากไปได้ อุดมการณ์ดังกล่าวทำให้คดีส่วนใหญ่ที่อยู่ในมือของทองใบเป็นคดีสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีกบฏสันติภาพและนักหนังสือพิมพ์ผู้ถูกกล่าวหาเพียงเพราะความเห็นต่างทางการเมือง
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดในยุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีการจับกุมผู้เห็นต่างจำนวนมาก ตัว 'ทองใบ' เองก็ไม่รอดพ้น โดยถูกจับกุมและคุมขังที่เรือนจำลาดยาวรวม 8 ปีเต็ม การถูกจองจำเพียงเพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมจำนน ตรงกันข้ามกลับยิ่งหล่อหลอมให้อุดมการณ์ในการทำเพื่อมวลชนแข็งแกร่งและแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
หลังจากพ้นโทษ 'ทองใบ' ทุ่มเทต่อสู้เพื่อมวลชนอย่างเปิดเผย ไม่มีวาระแอบแฝง ด้วยการว่าความในคดีแรงงาน คดีชาวสลัม คดีเด็กและสตรี คดีสิทธิทำกินของชาวไร่ชาวนา และคดีการเมืองอีกมากมาย จนคำว่า “ทนายเพื่อคนยาก” มิใช่เพียงฉายา แต่คือผลงานที่แสดงให้เห็นในเชิงประจักษ์
ปี พ.ศ. 2527 ทองใบได้รับรางวัลรามอนแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ทว่าการยืนหยัดในหลักการทำให้เขาปฏิเสธการเดินทางไปรับรางวัล เพราะไม่ต้องการรับจากรัฐบาลของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้นำเผด็จการซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การปฏิเสธครั้งนั้นเป็นการย้ำว่าหลักการสำคัญกว่าชื่อเสียงและเกียรติยศใด ๆ แม้รางวัลแมกไซไซจะทรงคุณค่า แต่ทองใบกลับภาคภูมิใจที่สุดกับรางวัลนักกฎหมายดีเด่น ประจำปี 2547 จากกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเป็นรางวัลที่มอบให้คนทำงานจริง มิใช่เพราะตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตหมือนกับคนอื่น
ต่อมา 'ทองใบ' เข้าสู่สนามการเมือง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 หลายบทบัญญัติที่เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ล้วนมีส่วนจากการผลักดันของทองใบ ขณะที่ ในบทบาทสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมหาสารคาม 'ทองใบ' ไม่ได้มุ่งแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตน ท่ามกลางกระแสทุนการเมืองที่ครอบงำวุฒิสภาอย่างรุนแรงจนวุฒิสภากลายเป็น 'สภาทาส' ในช่วงก่อนการรัฐประหารปี 2549 โดยทองใบสามารถยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการเป็นกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการทุจริต วุฒิสภา ตรวจสอบโครงการภาครัฐอย่างไม่เกรงกลัวผู้มีอิทธิพล
ผลงานของทองใบทั้งในฐานะทนายความและ ส.ว. จึงเป็นแบบอย่างอันงดงาม อย่างไรก็ตาม เมื่อมองสภาพบ้านเมืองในปัจจุบันกลับน่าอึดอัดใจไม่น้อย คนจำนวนไม่น้อยในวิชาชีพเดียวกันกลับกลายเป็นพวกแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเสียมากกว่า วงการทนายความแม้ยังมีคนดีมีอุดมการณ์อยู่มาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี “ทนายค้าความ” ไม่น้อยที่ให้ความสำคัญกับ 'แสง' มากกว่าการยึดมั่นในหลักการและความยุติธรรม หวังเพียงแค่มีการชื่อเสียงเพื่อเรียกลูกค้าและเพิ่มราคาค่าตัวให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นการบิดเบือนจิตวิญญาณของวิชาชีพทนายความอย่างร้ายแรง
ไม่ต่างอะไรกับ วุฒิสภาในปัจจุบันซึ่งแทบเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ได้ หลายคนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและเครือข่ายอำนาจของเจ้าพ่อบ้านใหญ่ ทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่คืบหน้า ส.ว.ที่ไม่ตรงปกเหล่านี้จะมีองค์ความรู้อะไรไปช่วยเหลือประชาชน นอกจากนั่งอยู่ในสภาผลาญภาษีไปวัน ๆ
มองสภาพบ้านเมืองวันนี้ก็อดละเหี่ยใจไม่ได้ หากทองใบยังมีชีวิตอยู่ คงจะต้องออกมาเตือนสติคนเห็นแก่ตัวและนักการเมืองที่แสวงหาประโยชน์โดยไม่สนใจว่าจะคนนั้นมาจากอำนาจทางการเมืองสีใด
ดังนั้น ในวาระ 100 ปีชาติกาลของ 'ทองใบ ทองเปาด์' การรำลึกถึงไม่ควรดำเนินการไปตามแบบพิธีเท่านั้น แต่ควรการทบทวนจิตสำนึกของสังคมไทย ว่าเราจะเลือกเดินตามแบบอย่างของทนายเพื่อคนยาก หรือปล่อยให้ความยุติธรรมกลายเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่มีความหมาย รวมไปถึงการสิ้นสภาพในการเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนของวุฒิสภา


